วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552

แนะนำตัว

...................สวัสดีค่ะ..................
ชื่อ นางสาวอัญชุลี ถีระแก้ว ชื่อเล่น อัญ
ศึกษาอยู่ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4/1 เลขที 19
โรงเรียน อาเวมารีอา จังหวัดอุบลราชธานี
คุณครูที่แนะนำ... คุณครู วีระชน ไพสาทย์
คุณครูประจำชั้น... คุณครู ฬุจินันท์ พงษ์นา
คติพจน์ของผมคือ... คนเราต้องยืนด้วยขาของตนเอง

วันแม่

แม่ เป็นภาระให้แก่ลูกทุกคนมาตั้งแต่เกิด นั่นเป็นความจริงที่เราไม่อาจจะปฏิเสธได้ ก็ลองคิดดูสิ ตั้งแต่เราเกิดมา ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันเลย อยู่ดีๆ ผู้หญิงคนนี้ก็มาโอบอุ้ม ถูกเนื้อต้องตัวเรา มิวายที่เราจะแหกปากร้องไห้ขับไล่ไสส่งยายผู้หญิงคนนี้ขนาดไหน เธอก็ยังพยายามปลอบโยน เห่กล่อมเราอยู่นั่นแหละ เป็นภาระให้เราต้องจำใจเงียบ ยอมนอนดูดนมเธออยู่จั่บๆๆ

พอเราเริ่มเตาะแตะ ตั้งไข่จะเดินไปไหนต่อไหนมั่ง คุณเธอก็ยังคอยเรียกหาเราอยู่นั่นแหละ

"มานี่มาลูก มานี่มา อีกนิดเดียวลูก อีกนิดเดียว อีกก้าวเดียว "ไม่รู้จะเรียกทำไมนักหนา ไอ้เราก็เดินล้มลุกคลุกคลานอยู่ เห็นมั้ย เป็นภาระที่เราต้องเดินไปให้เธอกอดอีก

โต ขึ้นมาอีกนิด เราเริ่มกินอาหารได้ หล่อนก็เอาอะไรนักหนาไม่รู้ เละๆ เทะๆ มาบดให้เรากิน ไอ้เราจะไม่กินก็ไม่ได้ เดี๋ยวแม่จะน้อยใจ ก็เอาวะ เอาซะหน่อย เคี้ยวไปเเจ่บๆ อย่างนั้นแหละ แม่คุณก็ยิ้มปลื้ม คงนึกว่าเราอร่อยตายล่ะมั้งนั่นน่ะ กล้วยบดนะจ๊ะ เธอจ๋า ในปากฉันตอนนี้น่ะ ถ้าคิดว่ามันอร่อยขนาดนั้น ทำไมไม่ลองทานเองดูมั่งล่ะ

ที นี้พอเราเริ่มพูดจารู้เรื่องขึ้นมาหน่อย คราวนี้ยังไงล่ะ ผู้หญิงคนนี้กลับขับไล่ไสส่งให้เราไปโรงเรียนซะอีก ไม่ไปก็ไม่ได้ด้วยนะ บางทีมีตีเราเข้าให้อีก ภาษาอะไรนักก็ไม่รู้ เอามาให้เราหัดอ่านหัดเรียนใช่มั้ย ลองคิดดูนะ สัปดาห์หนึ่งต้องไปโรงเรียนตั้งห้าวันน่ะ มันภาระหนักหนาแก่เราแค่ไหน

แต่ พอถึงเวลาเราจะดูทีวี ดูหนังการ์ตูน นอนดึกขึ้นมาสักหน่อย ลองนึกย้อนไปสิ ใครกันเคี่ยวเข็ญให้เราไปนอนด้วย ตัวเองง่วงจะนอนคนเดียวก็ไม่ได้นะ ต้องบังคับให้เราไปนอนเป็นเพื่อนด้วย ใช่มั้ย ที่พูดนี่ไม่ใช่ลำเลิกหรอกนะ เพียงแค่อยากให้เห็นใจกันบ้างเท่านั้น

วัน เวลาผ่านไป เราโตขึ้น แต่แม่ก็ยังไม่ยอมโตตามเราสักที ลูกอยากจะทำผมทำเผ้า แต่งเนื้อเเต่งตัวให้มันดูอินเทรนด์ ดูทันสมัย ใคร ใครกันเป็นตัวสกัดดาวรุ่ง พูดแล้วขนลุก ผู้หญิงคนนี้มีพัฒนาการไม่คืบหน้าไปไหนเลย ว่ามั้ย

โตขึ้นมาอีกนิด เราเริ่มกินอาหารได้ หล่อนก็เอาอะไรนักหนาไม่รู้ เละๆ เทะๆ มาบดให้เรากิน ไอ้เราจะไม่กินก็ไม่ได้ เดี๋ยวแม่จะน้อยใจ ก็เอาวะ เอาซะหน่อย เคี้ยวไปเเจ่บๆ อย่างนั้นแหละ แม่คุณก็ยิ้มปลื้ม คงนึกว่าเราอร่อยตายล่ะมั้งนั่นน่ะ กล้วยบดนะจ๊ะ เธอจ๋า ในปากฉันตอนนี้น่ะ ถ้าคิดว่ามันอร่อยขนาดนั้น ทำไมไม่ลองทานเองดูมั่งล่ะ แต่พอถึงเวลาเราจะดูทีวี ดูหนังการ์ตูน นอนดึกขึ้นมาสักหน่อย ลองนึกย้อนไปสิ ใครกันเคี่ยวเข็ญให้เราไปนอนด้วย ตัวเองง่วงจะนอนคนเดียวก็ไม่ได้นะ ต้องบังคับให้เราไปนอนเป็นเพื่อนด้วย ใช่มั้ย ที่พูดนี่ไม่ใช่ลำเลิกหรอกนะ เพียงแค่อยากให้เห็นใจกันบ้างเท่านั้น วันเวลาผ่านไป เราโตขึ้น แต่แม่ก็ยังไม่ยอมโตตามเราสักที ลูกอยากจะทำผมทำเผ้า แต่งเนื้อเเต่งตัวให้มันดูอินเทรนด์ ดูทันสมัย ใคร ใครกันเป็นตัวสกัดดาวรุ่ง พูดแล้วขนลุก ผู้หญิงคนนี้มีพัฒนาการไม่คืบหน้าไปไหนเลย ว่ามั้ย

คำถาม???

คำถาม???

1.Personal Computer หรือ PC คือ Computer ประเภทใด
ตอบ Personal Computer หรือ PC เป็น Computer ประเภทที่ใช้กันในบ้าน และ บ้านส่วนใหญ่จะมี
Personal Computer หรือ PC เกือบทุกบ้าน
2.ส่วนที่ถือว่าเป็นสมองของ Computer คืออะไร
ตอบ Central processing unit (CPU)
3.Sound card มีหน้าที่เกี่ยวกับงานทางด้านใดของ Computer
ตอบ เป็นตัวกลาง ในการควบคุม การทำงานที่เกี่ยวข้องกับเสียง ตั้งแต่ การบันทึกเสียง ไปจนถึงการเล่นไฟล์เสียงต่างๆ
4.การทำงานของคอมพิวเตอร์แบ่งการทำงานได้เป็นกี่ส่วน ได้แก่อะไรบ้าง
ตอบ 4 ส่วน ซึ่งได้แก่ รับคำสั่ง เก็บข้อมูล ประมวลผล และแสดงผลลัพธ์ออกมาให้เห็น

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ผู้สร้างสรรค์สังคม..คือ..ผู้ออกกฎระเบียบสังคม

เมื่อครั้งอดีต ที่บรรพชนของเราซึ่งเป็นชนเผ่า ไท (Tai) และลาวได้ช่วยกัน สร้างบ้านสร้างเมืองขึ้นมานั้นปัจจัย 4 ของการดำรงชีวิตเป็นสิ่งแรก ที่ต้องคำนึงถึงก่อนวิชาชีพ วิศวกร เกษตรกรรมศิลปกรรม แพทย์ ก็ต้องช่วยกันสร้างสรรค์ สังคมของเราขึ้นมาการอยู่ร่วมกัน ก็ต้องมีกฎเกณฑ์ ผู้ที่ร่วมแรงร่วมใจสร้างสรรค์สังคมก็จะเป็นผู้ออกกฎระเบียบสังคมนั่นคือที่มา ของการออกกฎระเบียบต่าง ๆ โดยกลุ่มวิชาชีพ วิศวกร เกษตรกรรม ศิลปกรรม แพทย์เพื่อการสร้างสรรค์สังคม เพื่อการรักษาสิ่งที่ดีงามและเพื่อ..ลูกหลาน..ในอนาคตนั่นคือ พื้นฐานการออกกฎหมาย เพื่อส่วนรวมเมื่อกาลเวลาผ่านไป การสืบทอดอำนาจการปกครองตกอยู่ภายใต้ อำนาจเฉพาะ กลุ่มผู้ปกครองเท่านั้นการออกกฎหมาย เพื่อกลุ่มของตัวเองจึงเกิดขึ้นนั่นคือ จุดเริ่มต้นของความไม่ยุติธรรม ในสังคมเราตามหาความยุติธรรมในสังคม มาหลายพันปีแล้วแต่เราก็ยังหากันไม่เคยเจอ เหมือนดั่งคนตาบอดเราคงต้องย้อนกลับไปดู บรรพชนของเรา ในยุคแรกซึ่งเกิดจาก กลุ่มวิชาชีพที่ช่วยกัน สร้างสรรค์สังคมขึ้นมาซึ่งท่านเหล่านั้น ออกกฎระเบียบสังคม เพื่ออนาคตของลูกหลานไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ ของชนชั้นปกครอง และพรรคพวกของตัวเอง

ในสมัยโบราณนั้น....

ในสมัยโบราณนั้นการดำรงชีวิต มีภัยอันตรายมากมายผู้หญิง..ต้องดำรงชีวิต..อยู่กับ..ความหวาดกลัวทำให้ดูเหมือนว่า ไม่ค่อยมีบทบาท ในสังคมแต่เป็นความจริง..ผู้หญิงอาจมีบทบาท..มากกว่าที่เรารู้ก็ได้..?หลายพันปี ผ่านไปพัฒนาการ ของความรู้ เจริญก้าวหน้าเทคโนโลยี่ นำพาสังคมสู่ มิติของการเสพสุข(Input)ผู้คนหลงหลงระเริง กับความสุขที่ได้รับ จากเทคโนโลยี่แต่ก็มีผู้คนอีกส่วนหนึ่ง พบว่า สังคมกำลังไปสู่ ความเสื่อมมองเห็นปัญหา มากมายในสังคม และจะทวีความรุนแรงขึ้นไปเรื่อย ๆ ในอนาคตนั่นคือ นั่นคือ ความสามารถในการมองเห็นทุกข์ ในศาสนาพุทธ หรือ พัฒนาการขั้นที่ 1เมื่อมองเห็นทุกข์แล้ว ผู้คนเริ่มมีความเพียร มีพฤติกรรมแสวงหาส่วนหนึ่ง หันหน้าเข้าวัดฟังธรรม (70% เป็นผู้หญิง)แต่ส่วนที่เหลือ ก็มุ่งมั่นศึกษา ปัญหาสังคมศึกษาหาความรู้ ที่จะนำมาใช้ในการแก้ปัญหาแสวงหาแนวร่วมเพื่อช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน ในการทำงานนั่นคือ..พัฒนาการขั้นที่ 2ผู้หญิงที่เข้าวัดฟังธรรมนั้น เมื่อเริ่มมีความเข้าใจก็มีความสนใจลอง ปฏิบัติธรรมส่วนที่อยู่ในทางโลก ก็เริ่มเข้าไปมีส่วนช่วยแก้ไข ปัญหาสังคมเริ่มพบปะแลกเปลี่ยน ความรู้กับผู้คนใน อุดมการณ์เดียวกันมีประสพการณ์ มีความเชี่ยวชาญ มากขึ้นเรื่อย ๆแต่ก็ดูเหมือนว่า ปัญหาในสังคม ยิ่งมีขึ้นกว่าเดิม รุนแรงกว่าเดิมยิ่งแก้ปัญหา ยิ่งรู้ว่าเหตุของปัญหานั้น หยั่งรากลึกกว่าที่คิดยิ่งแก้ปัญหา ยิ่งหาคำตอบไม่เจอหลายคนท้อแท้ สิ้นหวัง นั่นคือ..พัฒนาการขั้นที่ 3เมื่อไหร่ที่เรา ท้อแท้ สิ้นหวัง นั้นให้ย้อนนึกถึง อดีต เมื่อยังเป็นเด็ก ว่ามีพัฒนาการ มาจนถึง วันนี้ได้อย่างไรเพราะว่า อดีต จะบอก อนาคตแต่ไม่ว่า เธอจะท้อแท้ สิ้นหวัง อย่างไรขอให้รู้ไว้ว่า "ยังมีคนคอยให้กำลังใจ เธออยู่เสมอ"

เราเคย..เรียนรู้อะไร..จากธรรมชาติ..ตรงนี้หรือเปล่า..?

ถ้าเด็กได้รับแต่ความสุขสบาย..ตั้งแต่เล็กเมื่อโตขึ้น..ต้องสัมผัสกับ..ความลำบาก..ผลจะออกมาอย่างไร..?การที่เด็กได้รับ..แต่ความรัก..ความอบอุ่น..ความสุขสบายจากพ่อแม่..โตขึ้น..จะรับมือกับ..ความลำบากยังไง..?การที่พ่อแม่..สรรหา..แต่อาหารที่..อร่อย สรรหา..แต่ความบันเทิง..สนุกสนาน..ให้กับลูกคุณทำลายภูมิต้านทาน..ของลูก..หรือเปล่า..?เกมส์ Computer ให้ความสนุกสนาน..แก่เด็กเหมือนกับที่คุณเพียรพยายาม..ให้สิ่งนี้กับเขาตั้งแต่เล็ก..ใช่ไหม..?คุณเคย..หยอกลูก..ด้วยความสนุกสนาน..ตั้งแต่เช้าหรือเปล่า..?เคยสนใจมั๊ยว่า..การหยอกเด็ก..ให้มีอารมณ์สนุกสนาน..ตั้งแต่เช้า..มีผลกับเด็ก..อย่างไร..?มันจะมีผลให้เขา..ต้องการความสนุกสนาน..ทั้งวันหรือเปล่า..?เพราะนั่น..คืออาการ..ไม่มีสมาธิ..ในเด็กและถ้าพฤติกรรมแบบนี้..เกิดทุกวัน..จนสร้างความคุ้นเคย..ให้กับเด็ก เมื่อเรามองย้อนกลับไปว่า..มีมั๊ย..ที่เด็กบางคนที่เราให้เล่นเกมส์ยังไง..ก็ไม่ติดเกมส์..Computer

พื้นฐานของการศึกษา..สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ

พื้นฐานของการศึกษา..สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ1. ความรู้..กับพัฒนาการสู่..ปัญญาพัฒนาการขั้นที่ 1 ความรู้..เกิดจากการรับรู้..แล้วจะจดจำเป็น..ภาพนิ่งเช่น..เด็กเห็นเมล็ดข้าว..แล้วเราบอกเด็กว่า..นั่นคือ..ข้าว..เด็กจะจดจำเป็น..ภาพนิ่งพัฒนาการขั้นที่ 2 ความเข้าใจ..เกิดจากการปฏิบัติ..และจดจำเป็น..ภาพเคลื่อนไหวเช่น..การหุงข้าว..ต้องใส่น้ำ..และตั้งไฟ..จนเกิดการเปลี่ยนแปลง..ของเมล็ดข้าว พูดได้ว่า..ความเข้าใจ..เกิดจากการปฎิบัติ..หรือ..การฝึกฝนตนเองพัฒนาการขั้นที่ 3 ความชำนาญ(วสี)..เกิดจาก..ประสบการณ์ เช่น..การหุงข้าวที่ต่างชนิดกัน..การใช้น้ำ..ใช้ไฟ..ใช้เวลาที่ต่างกันการได้ปฎิบัติหลาย ๆ ครั้ง..จะทำให้เกิดความชำนาญ(วสี)พัฒนาการขั้นที่ 4 ความเป็นครู(สัพพัญญู)..เกิดจากการใช้ความรู้ในการแก้ไขปัญหาเช่น..ปัญหาการหุงข้าวใหม่..กับการหุงข้าวเก่านั้น..มีความต้องการใช้น้ำที่ต่างกันจะทำให้สามารถ..แยกแยะรายละเอียด..ในภาพนิ่ง..และ..การเรียงขั้นตอน..ในภาพเคลื่อนไหวพัฒนาการขั้นที่ 5 ปัญญา..เป็นพัฒนาการ..ที่ไม่ขึ้นกับกาลเวลา (อกาลิโก)ถ่ายทอดผ่านกาลเวลา..จากคนรุ่นหนึ่ง..ไปยังอีกรุ่นต่อ ๆ ไปได้..หลายร้อยหลายพันปีเช่น..ปรัชญา..สุภาษิต..นิทาน..เพลงพื้นบ้าน..ประเพณี..และวัฒนธรรม2. บรรทัดฐาน..ของการศึกษาชาวตะวันตก..มักจะชอบพูดคำว่า..Every Coin Has 2 Sides.หรือ..เหรียญทุกเหรียญนั้น..มี 2 ด้าน..ซึ่งหมายถึงว่า..ให้มองทั้งข้อดี..และข้อเสียนั่นเองซึ่งถ้าเราศึกษาตำรา..ภาษาอังกฤษ..เราจะพบว่า..ในการวิเคราะห์เรื่องใด ๆ ก็ตามชาวตะวันตก..จะใช้ตารางข้อดี..ข้อเสีย..ในการอธิบาย..อยู่เสมอในพระไตรปิฏก..พระพุทธเจ้า..จะใช้คำ ๆ หนึ่งในการตอบคำถาม..อยู่เสมอ..นั่นคือสรรพสิ่งนั้น..มีคุณอนันต์..และมีโทษมหันต์..นั่นมีความหมายว่า..ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น..มีทั้งคุณและโทษเช่น..เมื่อเรารู้คุณและโทษ..ของไฟแล้ว..เราก็จะระมัดระวัง..ในการเผาขยะ..หรือหญ้าแห้งเพราะอาจเกิดการไหม้ลุกลาม..เป็นไฟไหม้บ้าน..ไฟลามทุ่ง..ไฟไหม้ป่าได้นั่นหมายความว่า..การมองเห็นคุณและโทษนั้น..จะทำให้เกิดความละอายต่อบาปและความละอายต่อบาป..จะทำให้เกิด..ศีล..นั่นคือ..จุดเริ่มต้นของการศึกษาธรรมตารางข้อดี..ข้ดเสีย..คือจุดเริ่มต้นของการฝึกฝน..การคิด..และการพิจารณาเพราะฉะนั้น..บรรทัดฐาน..ของการศึกษานั้น..ก็คือ..ตารางข้อดี..ข้อเสีย..นั่นเอง3. จินตนาการ..และพัฒนาการของจินตนาการImagination Is More Important Than Knowledge.ความสามารถในการมองเห็น..ขณะที่เราเปิดตานั้น..มีพัฒนาการอยู่ที่..การสังเกตุในรายละเอียดแต่จินตนาการนั้น..จะเกิดขึ้นเมื่อเราหลับตาลง..ความสำคัญอยู่ที่พัฒนาการ..ของจินตนาการพัฒนาการของจินตนาการ..จะทำให้เกิด..ความสามารถในการมองเห็น(Self Touch Learning)พัฒนาการของความสามารถในการมองเห็น(Self Touch Learning)..จะมีพัฒนาการไปสู่..ญานทัศนะ3.1 พัฒนาการของจินตนาการ..ทางด้านคณิตศาสตร์การฝึกฝน..การพัฒนาการของจินตนาการ..ทางด้านคณิตศาสตร์ในเด็กนั้นสามารถทำได้..ด้วยการให้เด็กยืน..หรือนั่งตัวตรง..คอตั้งตรง..ซึ่งนั่นคือ..ภาวะที่สมองฉลาดที่สุดแล้วหลับตาลง..ฝึกนับเลขช้า ๆ จาก 1 ถึง 10..ซึ่งการนับเลข..ทีละหนึ่งก็คือ..การบวกเลข..ทีละหนึ่งนั่นเองและฝึกนับเลขถอยหลัง..ขณะหลับตา..จาก 10 ถึง 1 ซึ่งการนับถอยหลัง..ก็คือ..การลบเลข..ทีละหนึ่งนั่นเองแล้วพัฒนาเป็น..การนับโดยการบวก..ทีละ 2 นับถึง 20..แล้วนับถอยหลัง..โดยการลบ..ทีละ 2เมื่อฝึกฝนจนชำนาญแล้ว..ก็นับโดยเพิ่มตัวเลข..ตามอัตราส่วนไปเรื่อย ๆ..เด็กก็จะเกิด..จินตนาการทางคณิตศาสตร์3.2 พัฒนาการของจินตนาการ..ทางด้านภาษาในยุคโบราณนั้น..มนุษย์เราก็จะบันทึกสิ่งที่เห็น..ด้วยการเขียนเป็นภาพจากนั้นการเขียนเป็นภาพ..ก็พัฒนาโดยย่อลงมา..เป็นการเขียนเป็นสัญญลักษณ์จากการเขียนเป็นสัญญลักษณ์..ก็พัฒนามาเป็น..ตัวอักษรแล้วเราถึงเอาตัวอักษร..มารวมกันเป็น..คำศัพท์ความสัมพันธ์ระหว่างภาพ..สัญญลักษณ์..ตัวอักษร..และคำศัพท์..ก็คือ..จินตนาการทางภาษา..นั่นเองหลังจากมีความสามารถ..ในการอ่านออกเขียนได้แล้วจินตนาการทางภาษา..จะพัฒนาเป็นการเขียนเรื่องราว..บทความ..นวนิยายและในขั้นสูงของการพัฒนาการนั้น..คือการเขียนบทกลอน..บทเพลง..สุภาษิต..และปรัชญา3.3 พัฒนาการของจินตนาการ..ทางด้านวิศวกรรมเด็กทุกคน..จะมีนิสัยชอบการวาดภาพเสมอ..นั่นคือ..จุดเริ่มต้นของจินตนาการในเด็กการวาดภาพที่มีอัตราส่วน..การย่อหรือการขยายขนาดของภาพ..ก็จะเป็นพิ้นฐานความรู้เรื่องแผนที่ (Map)การวาดภาพสิ่งของ..เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน..ก็จะเป็นความรู้พิ้นฐาน..ของการออกแบบผลิตภัณฑ์..ทางการค้าจากการวาดภาพ..สามารถพัฒนาไปสู่..จินตนาการด้านวิศวกรรมได้..ด้วยความรู้เรื่องดินเหนียวดินเหนียว..คือจุดเริ่มต้นของงานปั้น..พัฒนาการของดินเหนียว..นำไปสู่ผลิตภัณฑ์เซรามิคการศึกษาเรื่องของดินเหนียวชนิดต่าง ๆ..การพัฒนาคุณภาพ..การหาส่วนผสมที่เหมาะสมเป็นความรู้พื้นฐานทางด้านวิศวกรรม..และเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดด้าน..สถาปัตยากรรมเพราะความสามารถในการผลิตอิฐ..ที่มีคุณภาพเพียงก้อนเดียวนั้น..เป็นจุดเริ่มต้นของการก่อสร้างนำไปสู่งานด้านวิศวกรรม..และงานด้านสถาปัตยากรรม เช่นการสร้างบ้าน..และอาคารสำนักงานการฝึกฝนจินตนาการในเด็กนั้น..สามารถทำได้ด้วยการ..ฝีกการสร้างแบบจำลอง (Model)ซึ่งจะทำให้เกิดการเรียนรู้..เรื่องของวัสดุ..เรื่องของการออกแบบ..และเกิดจินตนาการทางด้านวิศวกรรม3.4..พัฒนาการของจินตนาการ..ทางด้านศิลปะกรรมการวาดภาพ..เป็นพื้นฐานของงานปั้น..งานประดิษฐ์ทางด้านศิลปะกรรมจากดิน..ปูนปั้น..จากไม้..และโลหะการศึกษาหาความรู้เรื่องของเส้นใยชนิดต่าง ๆ..และการใช้ประโยชน์จากเส้นใย..เช่นกระดาษ..และผ้าจะทำให้สามารถสร้างงานประดิษฐ์ได้มากมาย..รวมทั้งการฝึกคิด..ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆการฝึกฝนจินตนาการในเด็กนั้น..สามารถทำได้ด้วยการ..ฝีกการสร้างแบบจำลอง (Model)ซึ่งจะทำให้เกิดการเรียนรู้..เรื่องของวัสดุ..เรื่องของการออกแบบ..และเกิดจินตนาการทางด้านศิลปะกรรม4. ธรรมชาติ..ของสมองมนุษย์4.1 แต่ละวันที่มีการเปลี่ยนแปลง..ระหว่างกลางวันและกลางคืนนั้นจะทำให้ภาวะของสมองเราเปลี่ยนแปลงเป็น 1 รอบ..หรือเป็น 1 วัฎจักรขณะที่เรานอนหลับนั้น..ร่างกายจะปลดปล่อยความเครียดออกมา..ทำให้เราตื่นเช้าด้วยความสดชื่นนั่นคือ..ภาวะที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด..ในการรับรู้ของสมอง (Input)..มีความพร้อมที่จะเรียนรู้ประสิทธิภาพของสมองจะลดลงเรื่อย ๆ..จนถึงเที่ยง..ภาวะของสมองจะเปลียนเป็น..การแสดงออก(Output)เมื่อตกถึงเย็น..สมองต้องการภาวะของการผ่อนคลาย..ก่อนที่จะง่วงและเข้านอน..เพื่อการพักผ่อนการทำความเข้าใจภาวะของสมองของเด็กนั้น..จะทำให้เราจัดหลักสูตรการศึกษา..เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั่นคือ..ช่วงเช้าควรเป็นการเรียนภาคทฤษฏี..หรือการรับรู้ (Input) ของเด็ก..ตามภาวะของสมองช่วงบ่าย..ควรเป็นการเรียนภาคปฎิบัติ..หรือการเรียนรู้ผ่านละเล่นพื้นบ้านของเด็ก..และการกีฬา4.2 ภาวะที่สมองฉลาดที่สุด..คือกระดูกสันหลังตั้งตรง..คอตั้งตรงนั่นคือ..ภาวะของการมีสมาธิ..การทำความเข้าใจเรื่องนี้..จะทำให้เรารู้ว่าการฝึกฝนทางร่างกายของเด็ก..โดยผ่านการเล่นกีฬานั้น..ควรทำอย่าไรและทำให้เราสังเกตุ..สมาธิของเด็กได้..โดยดูจากลักษณะของคอ4.3 นาฬิกาในสมอง..เครื่องบ่งชี้..การมีสมองที่ชาญฉลาดคนที่ฉลาดนั้น..จะมีความสามารถคิดเป็นภาพได้..คนที่ฉลาดมาก ๆ..จะคิดเป็นภาพเคลื่อนไหวได้นั่นเป็นเพราะ..จินตนาการที่เป็นภาพเคลื่อนไหว..เกิดจากการขับเคลื่อน..ของนาฬิกาในสมองการมีความเข้าใจ..เรื่องของนาฬิกาในสมองของเด็ก..จะทำให้เรามีวิธีการสอนเด็ก..และการฝึกเด็กที่เหมาะสมความรู้พื้นฐาน..เป็นรากฐานของการจัดหลักสูตรการเรียนการสอน..และการฝึกฝนเด็ก..ในระดับพื้นฐานการจัดการการศึกษา..ต้องเข้าใจโครงสร้างและความสมดุลย์เมื่อครั้งอดีตหลายพันปีก่อน..ที่บรรพบชนของเรา..ได้ประดิษฐ์อักษรภาษาไท (Tai)..ขึ้นมานั้นการสืบทอดความรู้..ผ่านมาหลายร้อยหลายพันปีได้..โดยกลุ่มผู้ศึกษา..และปฎิบัติธรรมประวัติศาสตร์..สอนให้เรารู้ว่า..กลุ่มผู้ปฎิบัติธรรมนั้น..คือผู้ขับเคลื่อน..และสืบทอดการศึกษาปัญหาการจัดการ..การศึกษาในชนบทนั้น..สามารถแก้ไขได้..โดยอาศัยกลุ่มผู้ปฎิบัติธรรมเป็นแกนหลักธรรมชาติของคนไทย..เมื่อมีอายุมากขึ้น..ก็มักจะหันหน้าเข้าวัด..และสนใจปฎิบัติธรรมการให้เกียรติและจัดตั้ง..สภาผู้อาวุโสระดับหมู่บ้าน..ระดับตำบล..อำเภอ..และระดับจังหวัดมีการอบรมสัมนา..และมีฐานข้อมูลจากการศึกษาวิจัยรองรับ..ก็จะสามารถขับเคลื่อนการศึกษาขั้นพื้นฐานในชนบทได้..เพราะมีประสบการณ์..สามารถพัฒนาตนเป็นปราชญ์ชาวบ้านได้ตามโครงสร้าง..Input..Control..Output..นั้นภาคเอกชน........= Input..ของระบบรัฐบาลและสภา...= Control..ของระบบ ภาคราชการ.......= Output..ของระบบด้านการศึกษานั้น..ภาคเอกชน..ควรเป็นผู้ขับเคลื่อนการศึกษา..ระดับพื้นฐานโดยผ่านทางกลุ่มผู้ปฎิบัติธรรม..และสภาผู้อาวุโสของหมู่บ้าน..ซึ่งมีศักยภาพอยู่แล้วการปฎิรูปการศึกษา..การจัดหลักสูตรการศึกษา..การจัดการการศึกษาซึ่งเป็นนโยบายของพรรคการเมือง..ควรอยู่บนฐานข้อมูลที่มี..ความเป็นจริง1. พัฒนาสภาพร่างกายของเด็ก..ให้มีความพร้อมในการศึกษา (กระดูกสันหลังตั้งตรง, คอตั้งตรง)2. หลักสูตรการศึกษา..ต้องอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาสมอง..และจินตนาการของเด็ก3. หลักสูตรการศึกษา..ต้องอยู่บนพื้นฐานของความรู้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต4. การจัดการศึกษา..ต้องขับเคลื่อนโดยกลุ่มผู้ปฎิบัติธรรม..และสภาผู้อาวุโสของหมู่บ้าน (ภาคเอกชน)