วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552

แนะนำตัว

...................สวัสดีค่ะ..................
ชื่อ นางสาวอัญชุลี ถีระแก้ว ชื่อเล่น อัญ
ศึกษาอยู่ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4/1 เลขที 19
โรงเรียน อาเวมารีอา จังหวัดอุบลราชธานี
คุณครูที่แนะนำ... คุณครู วีระชน ไพสาทย์
คุณครูประจำชั้น... คุณครู ฬุจินันท์ พงษ์นา
คติพจน์ของผมคือ... คนเราต้องยืนด้วยขาของตนเอง

วันแม่

แม่ เป็นภาระให้แก่ลูกทุกคนมาตั้งแต่เกิด นั่นเป็นความจริงที่เราไม่อาจจะปฏิเสธได้ ก็ลองคิดดูสิ ตั้งแต่เราเกิดมา ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันเลย อยู่ดีๆ ผู้หญิงคนนี้ก็มาโอบอุ้ม ถูกเนื้อต้องตัวเรา มิวายที่เราจะแหกปากร้องไห้ขับไล่ไสส่งยายผู้หญิงคนนี้ขนาดไหน เธอก็ยังพยายามปลอบโยน เห่กล่อมเราอยู่นั่นแหละ เป็นภาระให้เราต้องจำใจเงียบ ยอมนอนดูดนมเธออยู่จั่บๆๆ

พอเราเริ่มเตาะแตะ ตั้งไข่จะเดินไปไหนต่อไหนมั่ง คุณเธอก็ยังคอยเรียกหาเราอยู่นั่นแหละ

"มานี่มาลูก มานี่มา อีกนิดเดียวลูก อีกนิดเดียว อีกก้าวเดียว "ไม่รู้จะเรียกทำไมนักหนา ไอ้เราก็เดินล้มลุกคลุกคลานอยู่ เห็นมั้ย เป็นภาระที่เราต้องเดินไปให้เธอกอดอีก

โต ขึ้นมาอีกนิด เราเริ่มกินอาหารได้ หล่อนก็เอาอะไรนักหนาไม่รู้ เละๆ เทะๆ มาบดให้เรากิน ไอ้เราจะไม่กินก็ไม่ได้ เดี๋ยวแม่จะน้อยใจ ก็เอาวะ เอาซะหน่อย เคี้ยวไปเเจ่บๆ อย่างนั้นแหละ แม่คุณก็ยิ้มปลื้ม คงนึกว่าเราอร่อยตายล่ะมั้งนั่นน่ะ กล้วยบดนะจ๊ะ เธอจ๋า ในปากฉันตอนนี้น่ะ ถ้าคิดว่ามันอร่อยขนาดนั้น ทำไมไม่ลองทานเองดูมั่งล่ะ

ที นี้พอเราเริ่มพูดจารู้เรื่องขึ้นมาหน่อย คราวนี้ยังไงล่ะ ผู้หญิงคนนี้กลับขับไล่ไสส่งให้เราไปโรงเรียนซะอีก ไม่ไปก็ไม่ได้ด้วยนะ บางทีมีตีเราเข้าให้อีก ภาษาอะไรนักก็ไม่รู้ เอามาให้เราหัดอ่านหัดเรียนใช่มั้ย ลองคิดดูนะ สัปดาห์หนึ่งต้องไปโรงเรียนตั้งห้าวันน่ะ มันภาระหนักหนาแก่เราแค่ไหน

แต่ พอถึงเวลาเราจะดูทีวี ดูหนังการ์ตูน นอนดึกขึ้นมาสักหน่อย ลองนึกย้อนไปสิ ใครกันเคี่ยวเข็ญให้เราไปนอนด้วย ตัวเองง่วงจะนอนคนเดียวก็ไม่ได้นะ ต้องบังคับให้เราไปนอนเป็นเพื่อนด้วย ใช่มั้ย ที่พูดนี่ไม่ใช่ลำเลิกหรอกนะ เพียงแค่อยากให้เห็นใจกันบ้างเท่านั้น

วัน เวลาผ่านไป เราโตขึ้น แต่แม่ก็ยังไม่ยอมโตตามเราสักที ลูกอยากจะทำผมทำเผ้า แต่งเนื้อเเต่งตัวให้มันดูอินเทรนด์ ดูทันสมัย ใคร ใครกันเป็นตัวสกัดดาวรุ่ง พูดแล้วขนลุก ผู้หญิงคนนี้มีพัฒนาการไม่คืบหน้าไปไหนเลย ว่ามั้ย

โตขึ้นมาอีกนิด เราเริ่มกินอาหารได้ หล่อนก็เอาอะไรนักหนาไม่รู้ เละๆ เทะๆ มาบดให้เรากิน ไอ้เราจะไม่กินก็ไม่ได้ เดี๋ยวแม่จะน้อยใจ ก็เอาวะ เอาซะหน่อย เคี้ยวไปเเจ่บๆ อย่างนั้นแหละ แม่คุณก็ยิ้มปลื้ม คงนึกว่าเราอร่อยตายล่ะมั้งนั่นน่ะ กล้วยบดนะจ๊ะ เธอจ๋า ในปากฉันตอนนี้น่ะ ถ้าคิดว่ามันอร่อยขนาดนั้น ทำไมไม่ลองทานเองดูมั่งล่ะ แต่พอถึงเวลาเราจะดูทีวี ดูหนังการ์ตูน นอนดึกขึ้นมาสักหน่อย ลองนึกย้อนไปสิ ใครกันเคี่ยวเข็ญให้เราไปนอนด้วย ตัวเองง่วงจะนอนคนเดียวก็ไม่ได้นะ ต้องบังคับให้เราไปนอนเป็นเพื่อนด้วย ใช่มั้ย ที่พูดนี่ไม่ใช่ลำเลิกหรอกนะ เพียงแค่อยากให้เห็นใจกันบ้างเท่านั้น วันเวลาผ่านไป เราโตขึ้น แต่แม่ก็ยังไม่ยอมโตตามเราสักที ลูกอยากจะทำผมทำเผ้า แต่งเนื้อเเต่งตัวให้มันดูอินเทรนด์ ดูทันสมัย ใคร ใครกันเป็นตัวสกัดดาวรุ่ง พูดแล้วขนลุก ผู้หญิงคนนี้มีพัฒนาการไม่คืบหน้าไปไหนเลย ว่ามั้ย

คำถาม???

คำถาม???

1.Personal Computer หรือ PC คือ Computer ประเภทใด
ตอบ Personal Computer หรือ PC เป็น Computer ประเภทที่ใช้กันในบ้าน และ บ้านส่วนใหญ่จะมี
Personal Computer หรือ PC เกือบทุกบ้าน
2.ส่วนที่ถือว่าเป็นสมองของ Computer คืออะไร
ตอบ Central processing unit (CPU)
3.Sound card มีหน้าที่เกี่ยวกับงานทางด้านใดของ Computer
ตอบ เป็นตัวกลาง ในการควบคุม การทำงานที่เกี่ยวข้องกับเสียง ตั้งแต่ การบันทึกเสียง ไปจนถึงการเล่นไฟล์เสียงต่างๆ
4.การทำงานของคอมพิวเตอร์แบ่งการทำงานได้เป็นกี่ส่วน ได้แก่อะไรบ้าง
ตอบ 4 ส่วน ซึ่งได้แก่ รับคำสั่ง เก็บข้อมูล ประมวลผล และแสดงผลลัพธ์ออกมาให้เห็น

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ผู้สร้างสรรค์สังคม..คือ..ผู้ออกกฎระเบียบสังคม

เมื่อครั้งอดีต ที่บรรพชนของเราซึ่งเป็นชนเผ่า ไท (Tai) และลาวได้ช่วยกัน สร้างบ้านสร้างเมืองขึ้นมานั้นปัจจัย 4 ของการดำรงชีวิตเป็นสิ่งแรก ที่ต้องคำนึงถึงก่อนวิชาชีพ วิศวกร เกษตรกรรมศิลปกรรม แพทย์ ก็ต้องช่วยกันสร้างสรรค์ สังคมของเราขึ้นมาการอยู่ร่วมกัน ก็ต้องมีกฎเกณฑ์ ผู้ที่ร่วมแรงร่วมใจสร้างสรรค์สังคมก็จะเป็นผู้ออกกฎระเบียบสังคมนั่นคือที่มา ของการออกกฎระเบียบต่าง ๆ โดยกลุ่มวิชาชีพ วิศวกร เกษตรกรรม ศิลปกรรม แพทย์เพื่อการสร้างสรรค์สังคม เพื่อการรักษาสิ่งที่ดีงามและเพื่อ..ลูกหลาน..ในอนาคตนั่นคือ พื้นฐานการออกกฎหมาย เพื่อส่วนรวมเมื่อกาลเวลาผ่านไป การสืบทอดอำนาจการปกครองตกอยู่ภายใต้ อำนาจเฉพาะ กลุ่มผู้ปกครองเท่านั้นการออกกฎหมาย เพื่อกลุ่มของตัวเองจึงเกิดขึ้นนั่นคือ จุดเริ่มต้นของความไม่ยุติธรรม ในสังคมเราตามหาความยุติธรรมในสังคม มาหลายพันปีแล้วแต่เราก็ยังหากันไม่เคยเจอ เหมือนดั่งคนตาบอดเราคงต้องย้อนกลับไปดู บรรพชนของเรา ในยุคแรกซึ่งเกิดจาก กลุ่มวิชาชีพที่ช่วยกัน สร้างสรรค์สังคมขึ้นมาซึ่งท่านเหล่านั้น ออกกฎระเบียบสังคม เพื่ออนาคตของลูกหลานไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ ของชนชั้นปกครอง และพรรคพวกของตัวเอง

ในสมัยโบราณนั้น....

ในสมัยโบราณนั้นการดำรงชีวิต มีภัยอันตรายมากมายผู้หญิง..ต้องดำรงชีวิต..อยู่กับ..ความหวาดกลัวทำให้ดูเหมือนว่า ไม่ค่อยมีบทบาท ในสังคมแต่เป็นความจริง..ผู้หญิงอาจมีบทบาท..มากกว่าที่เรารู้ก็ได้..?หลายพันปี ผ่านไปพัฒนาการ ของความรู้ เจริญก้าวหน้าเทคโนโลยี่ นำพาสังคมสู่ มิติของการเสพสุข(Input)ผู้คนหลงหลงระเริง กับความสุขที่ได้รับ จากเทคโนโลยี่แต่ก็มีผู้คนอีกส่วนหนึ่ง พบว่า สังคมกำลังไปสู่ ความเสื่อมมองเห็นปัญหา มากมายในสังคม และจะทวีความรุนแรงขึ้นไปเรื่อย ๆ ในอนาคตนั่นคือ นั่นคือ ความสามารถในการมองเห็นทุกข์ ในศาสนาพุทธ หรือ พัฒนาการขั้นที่ 1เมื่อมองเห็นทุกข์แล้ว ผู้คนเริ่มมีความเพียร มีพฤติกรรมแสวงหาส่วนหนึ่ง หันหน้าเข้าวัดฟังธรรม (70% เป็นผู้หญิง)แต่ส่วนที่เหลือ ก็มุ่งมั่นศึกษา ปัญหาสังคมศึกษาหาความรู้ ที่จะนำมาใช้ในการแก้ปัญหาแสวงหาแนวร่วมเพื่อช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน ในการทำงานนั่นคือ..พัฒนาการขั้นที่ 2ผู้หญิงที่เข้าวัดฟังธรรมนั้น เมื่อเริ่มมีความเข้าใจก็มีความสนใจลอง ปฏิบัติธรรมส่วนที่อยู่ในทางโลก ก็เริ่มเข้าไปมีส่วนช่วยแก้ไข ปัญหาสังคมเริ่มพบปะแลกเปลี่ยน ความรู้กับผู้คนใน อุดมการณ์เดียวกันมีประสพการณ์ มีความเชี่ยวชาญ มากขึ้นเรื่อย ๆแต่ก็ดูเหมือนว่า ปัญหาในสังคม ยิ่งมีขึ้นกว่าเดิม รุนแรงกว่าเดิมยิ่งแก้ปัญหา ยิ่งรู้ว่าเหตุของปัญหานั้น หยั่งรากลึกกว่าที่คิดยิ่งแก้ปัญหา ยิ่งหาคำตอบไม่เจอหลายคนท้อแท้ สิ้นหวัง นั่นคือ..พัฒนาการขั้นที่ 3เมื่อไหร่ที่เรา ท้อแท้ สิ้นหวัง นั้นให้ย้อนนึกถึง อดีต เมื่อยังเป็นเด็ก ว่ามีพัฒนาการ มาจนถึง วันนี้ได้อย่างไรเพราะว่า อดีต จะบอก อนาคตแต่ไม่ว่า เธอจะท้อแท้ สิ้นหวัง อย่างไรขอให้รู้ไว้ว่า "ยังมีคนคอยให้กำลังใจ เธออยู่เสมอ"

เราเคย..เรียนรู้อะไร..จากธรรมชาติ..ตรงนี้หรือเปล่า..?

ถ้าเด็กได้รับแต่ความสุขสบาย..ตั้งแต่เล็กเมื่อโตขึ้น..ต้องสัมผัสกับ..ความลำบาก..ผลจะออกมาอย่างไร..?การที่เด็กได้รับ..แต่ความรัก..ความอบอุ่น..ความสุขสบายจากพ่อแม่..โตขึ้น..จะรับมือกับ..ความลำบากยังไง..?การที่พ่อแม่..สรรหา..แต่อาหารที่..อร่อย สรรหา..แต่ความบันเทิง..สนุกสนาน..ให้กับลูกคุณทำลายภูมิต้านทาน..ของลูก..หรือเปล่า..?เกมส์ Computer ให้ความสนุกสนาน..แก่เด็กเหมือนกับที่คุณเพียรพยายาม..ให้สิ่งนี้กับเขาตั้งแต่เล็ก..ใช่ไหม..?คุณเคย..หยอกลูก..ด้วยความสนุกสนาน..ตั้งแต่เช้าหรือเปล่า..?เคยสนใจมั๊ยว่า..การหยอกเด็ก..ให้มีอารมณ์สนุกสนาน..ตั้งแต่เช้า..มีผลกับเด็ก..อย่างไร..?มันจะมีผลให้เขา..ต้องการความสนุกสนาน..ทั้งวันหรือเปล่า..?เพราะนั่น..คืออาการ..ไม่มีสมาธิ..ในเด็กและถ้าพฤติกรรมแบบนี้..เกิดทุกวัน..จนสร้างความคุ้นเคย..ให้กับเด็ก เมื่อเรามองย้อนกลับไปว่า..มีมั๊ย..ที่เด็กบางคนที่เราให้เล่นเกมส์ยังไง..ก็ไม่ติดเกมส์..Computer

พื้นฐานของการศึกษา..สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ

พื้นฐานของการศึกษา..สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ1. ความรู้..กับพัฒนาการสู่..ปัญญาพัฒนาการขั้นที่ 1 ความรู้..เกิดจากการรับรู้..แล้วจะจดจำเป็น..ภาพนิ่งเช่น..เด็กเห็นเมล็ดข้าว..แล้วเราบอกเด็กว่า..นั่นคือ..ข้าว..เด็กจะจดจำเป็น..ภาพนิ่งพัฒนาการขั้นที่ 2 ความเข้าใจ..เกิดจากการปฏิบัติ..และจดจำเป็น..ภาพเคลื่อนไหวเช่น..การหุงข้าว..ต้องใส่น้ำ..และตั้งไฟ..จนเกิดการเปลี่ยนแปลง..ของเมล็ดข้าว พูดได้ว่า..ความเข้าใจ..เกิดจากการปฎิบัติ..หรือ..การฝึกฝนตนเองพัฒนาการขั้นที่ 3 ความชำนาญ(วสี)..เกิดจาก..ประสบการณ์ เช่น..การหุงข้าวที่ต่างชนิดกัน..การใช้น้ำ..ใช้ไฟ..ใช้เวลาที่ต่างกันการได้ปฎิบัติหลาย ๆ ครั้ง..จะทำให้เกิดความชำนาญ(วสี)พัฒนาการขั้นที่ 4 ความเป็นครู(สัพพัญญู)..เกิดจากการใช้ความรู้ในการแก้ไขปัญหาเช่น..ปัญหาการหุงข้าวใหม่..กับการหุงข้าวเก่านั้น..มีความต้องการใช้น้ำที่ต่างกันจะทำให้สามารถ..แยกแยะรายละเอียด..ในภาพนิ่ง..และ..การเรียงขั้นตอน..ในภาพเคลื่อนไหวพัฒนาการขั้นที่ 5 ปัญญา..เป็นพัฒนาการ..ที่ไม่ขึ้นกับกาลเวลา (อกาลิโก)ถ่ายทอดผ่านกาลเวลา..จากคนรุ่นหนึ่ง..ไปยังอีกรุ่นต่อ ๆ ไปได้..หลายร้อยหลายพันปีเช่น..ปรัชญา..สุภาษิต..นิทาน..เพลงพื้นบ้าน..ประเพณี..และวัฒนธรรม2. บรรทัดฐาน..ของการศึกษาชาวตะวันตก..มักจะชอบพูดคำว่า..Every Coin Has 2 Sides.หรือ..เหรียญทุกเหรียญนั้น..มี 2 ด้าน..ซึ่งหมายถึงว่า..ให้มองทั้งข้อดี..และข้อเสียนั่นเองซึ่งถ้าเราศึกษาตำรา..ภาษาอังกฤษ..เราจะพบว่า..ในการวิเคราะห์เรื่องใด ๆ ก็ตามชาวตะวันตก..จะใช้ตารางข้อดี..ข้อเสีย..ในการอธิบาย..อยู่เสมอในพระไตรปิฏก..พระพุทธเจ้า..จะใช้คำ ๆ หนึ่งในการตอบคำถาม..อยู่เสมอ..นั่นคือสรรพสิ่งนั้น..มีคุณอนันต์..และมีโทษมหันต์..นั่นมีความหมายว่า..ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น..มีทั้งคุณและโทษเช่น..เมื่อเรารู้คุณและโทษ..ของไฟแล้ว..เราก็จะระมัดระวัง..ในการเผาขยะ..หรือหญ้าแห้งเพราะอาจเกิดการไหม้ลุกลาม..เป็นไฟไหม้บ้าน..ไฟลามทุ่ง..ไฟไหม้ป่าได้นั่นหมายความว่า..การมองเห็นคุณและโทษนั้น..จะทำให้เกิดความละอายต่อบาปและความละอายต่อบาป..จะทำให้เกิด..ศีล..นั่นคือ..จุดเริ่มต้นของการศึกษาธรรมตารางข้อดี..ข้ดเสีย..คือจุดเริ่มต้นของการฝึกฝน..การคิด..และการพิจารณาเพราะฉะนั้น..บรรทัดฐาน..ของการศึกษานั้น..ก็คือ..ตารางข้อดี..ข้อเสีย..นั่นเอง3. จินตนาการ..และพัฒนาการของจินตนาการImagination Is More Important Than Knowledge.ความสามารถในการมองเห็น..ขณะที่เราเปิดตานั้น..มีพัฒนาการอยู่ที่..การสังเกตุในรายละเอียดแต่จินตนาการนั้น..จะเกิดขึ้นเมื่อเราหลับตาลง..ความสำคัญอยู่ที่พัฒนาการ..ของจินตนาการพัฒนาการของจินตนาการ..จะทำให้เกิด..ความสามารถในการมองเห็น(Self Touch Learning)พัฒนาการของความสามารถในการมองเห็น(Self Touch Learning)..จะมีพัฒนาการไปสู่..ญานทัศนะ3.1 พัฒนาการของจินตนาการ..ทางด้านคณิตศาสตร์การฝึกฝน..การพัฒนาการของจินตนาการ..ทางด้านคณิตศาสตร์ในเด็กนั้นสามารถทำได้..ด้วยการให้เด็กยืน..หรือนั่งตัวตรง..คอตั้งตรง..ซึ่งนั่นคือ..ภาวะที่สมองฉลาดที่สุดแล้วหลับตาลง..ฝึกนับเลขช้า ๆ จาก 1 ถึง 10..ซึ่งการนับเลข..ทีละหนึ่งก็คือ..การบวกเลข..ทีละหนึ่งนั่นเองและฝึกนับเลขถอยหลัง..ขณะหลับตา..จาก 10 ถึง 1 ซึ่งการนับถอยหลัง..ก็คือ..การลบเลข..ทีละหนึ่งนั่นเองแล้วพัฒนาเป็น..การนับโดยการบวก..ทีละ 2 นับถึง 20..แล้วนับถอยหลัง..โดยการลบ..ทีละ 2เมื่อฝึกฝนจนชำนาญแล้ว..ก็นับโดยเพิ่มตัวเลข..ตามอัตราส่วนไปเรื่อย ๆ..เด็กก็จะเกิด..จินตนาการทางคณิตศาสตร์3.2 พัฒนาการของจินตนาการ..ทางด้านภาษาในยุคโบราณนั้น..มนุษย์เราก็จะบันทึกสิ่งที่เห็น..ด้วยการเขียนเป็นภาพจากนั้นการเขียนเป็นภาพ..ก็พัฒนาโดยย่อลงมา..เป็นการเขียนเป็นสัญญลักษณ์จากการเขียนเป็นสัญญลักษณ์..ก็พัฒนามาเป็น..ตัวอักษรแล้วเราถึงเอาตัวอักษร..มารวมกันเป็น..คำศัพท์ความสัมพันธ์ระหว่างภาพ..สัญญลักษณ์..ตัวอักษร..และคำศัพท์..ก็คือ..จินตนาการทางภาษา..นั่นเองหลังจากมีความสามารถ..ในการอ่านออกเขียนได้แล้วจินตนาการทางภาษา..จะพัฒนาเป็นการเขียนเรื่องราว..บทความ..นวนิยายและในขั้นสูงของการพัฒนาการนั้น..คือการเขียนบทกลอน..บทเพลง..สุภาษิต..และปรัชญา3.3 พัฒนาการของจินตนาการ..ทางด้านวิศวกรรมเด็กทุกคน..จะมีนิสัยชอบการวาดภาพเสมอ..นั่นคือ..จุดเริ่มต้นของจินตนาการในเด็กการวาดภาพที่มีอัตราส่วน..การย่อหรือการขยายขนาดของภาพ..ก็จะเป็นพิ้นฐานความรู้เรื่องแผนที่ (Map)การวาดภาพสิ่งของ..เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน..ก็จะเป็นความรู้พิ้นฐาน..ของการออกแบบผลิตภัณฑ์..ทางการค้าจากการวาดภาพ..สามารถพัฒนาไปสู่..จินตนาการด้านวิศวกรรมได้..ด้วยความรู้เรื่องดินเหนียวดินเหนียว..คือจุดเริ่มต้นของงานปั้น..พัฒนาการของดินเหนียว..นำไปสู่ผลิตภัณฑ์เซรามิคการศึกษาเรื่องของดินเหนียวชนิดต่าง ๆ..การพัฒนาคุณภาพ..การหาส่วนผสมที่เหมาะสมเป็นความรู้พื้นฐานทางด้านวิศวกรรม..และเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดด้าน..สถาปัตยากรรมเพราะความสามารถในการผลิตอิฐ..ที่มีคุณภาพเพียงก้อนเดียวนั้น..เป็นจุดเริ่มต้นของการก่อสร้างนำไปสู่งานด้านวิศวกรรม..และงานด้านสถาปัตยากรรม เช่นการสร้างบ้าน..และอาคารสำนักงานการฝึกฝนจินตนาการในเด็กนั้น..สามารถทำได้ด้วยการ..ฝีกการสร้างแบบจำลอง (Model)ซึ่งจะทำให้เกิดการเรียนรู้..เรื่องของวัสดุ..เรื่องของการออกแบบ..และเกิดจินตนาการทางด้านวิศวกรรม3.4..พัฒนาการของจินตนาการ..ทางด้านศิลปะกรรมการวาดภาพ..เป็นพื้นฐานของงานปั้น..งานประดิษฐ์ทางด้านศิลปะกรรมจากดิน..ปูนปั้น..จากไม้..และโลหะการศึกษาหาความรู้เรื่องของเส้นใยชนิดต่าง ๆ..และการใช้ประโยชน์จากเส้นใย..เช่นกระดาษ..และผ้าจะทำให้สามารถสร้างงานประดิษฐ์ได้มากมาย..รวมทั้งการฝึกคิด..ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆการฝึกฝนจินตนาการในเด็กนั้น..สามารถทำได้ด้วยการ..ฝีกการสร้างแบบจำลอง (Model)ซึ่งจะทำให้เกิดการเรียนรู้..เรื่องของวัสดุ..เรื่องของการออกแบบ..และเกิดจินตนาการทางด้านศิลปะกรรม4. ธรรมชาติ..ของสมองมนุษย์4.1 แต่ละวันที่มีการเปลี่ยนแปลง..ระหว่างกลางวันและกลางคืนนั้นจะทำให้ภาวะของสมองเราเปลี่ยนแปลงเป็น 1 รอบ..หรือเป็น 1 วัฎจักรขณะที่เรานอนหลับนั้น..ร่างกายจะปลดปล่อยความเครียดออกมา..ทำให้เราตื่นเช้าด้วยความสดชื่นนั่นคือ..ภาวะที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด..ในการรับรู้ของสมอง (Input)..มีความพร้อมที่จะเรียนรู้ประสิทธิภาพของสมองจะลดลงเรื่อย ๆ..จนถึงเที่ยง..ภาวะของสมองจะเปลียนเป็น..การแสดงออก(Output)เมื่อตกถึงเย็น..สมองต้องการภาวะของการผ่อนคลาย..ก่อนที่จะง่วงและเข้านอน..เพื่อการพักผ่อนการทำความเข้าใจภาวะของสมองของเด็กนั้น..จะทำให้เราจัดหลักสูตรการศึกษา..เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั่นคือ..ช่วงเช้าควรเป็นการเรียนภาคทฤษฏี..หรือการรับรู้ (Input) ของเด็ก..ตามภาวะของสมองช่วงบ่าย..ควรเป็นการเรียนภาคปฎิบัติ..หรือการเรียนรู้ผ่านละเล่นพื้นบ้านของเด็ก..และการกีฬา4.2 ภาวะที่สมองฉลาดที่สุด..คือกระดูกสันหลังตั้งตรง..คอตั้งตรงนั่นคือ..ภาวะของการมีสมาธิ..การทำความเข้าใจเรื่องนี้..จะทำให้เรารู้ว่าการฝึกฝนทางร่างกายของเด็ก..โดยผ่านการเล่นกีฬานั้น..ควรทำอย่าไรและทำให้เราสังเกตุ..สมาธิของเด็กได้..โดยดูจากลักษณะของคอ4.3 นาฬิกาในสมอง..เครื่องบ่งชี้..การมีสมองที่ชาญฉลาดคนที่ฉลาดนั้น..จะมีความสามารถคิดเป็นภาพได้..คนที่ฉลาดมาก ๆ..จะคิดเป็นภาพเคลื่อนไหวได้นั่นเป็นเพราะ..จินตนาการที่เป็นภาพเคลื่อนไหว..เกิดจากการขับเคลื่อน..ของนาฬิกาในสมองการมีความเข้าใจ..เรื่องของนาฬิกาในสมองของเด็ก..จะทำให้เรามีวิธีการสอนเด็ก..และการฝึกเด็กที่เหมาะสมความรู้พื้นฐาน..เป็นรากฐานของการจัดหลักสูตรการเรียนการสอน..และการฝึกฝนเด็ก..ในระดับพื้นฐานการจัดการการศึกษา..ต้องเข้าใจโครงสร้างและความสมดุลย์เมื่อครั้งอดีตหลายพันปีก่อน..ที่บรรพบชนของเรา..ได้ประดิษฐ์อักษรภาษาไท (Tai)..ขึ้นมานั้นการสืบทอดความรู้..ผ่านมาหลายร้อยหลายพันปีได้..โดยกลุ่มผู้ศึกษา..และปฎิบัติธรรมประวัติศาสตร์..สอนให้เรารู้ว่า..กลุ่มผู้ปฎิบัติธรรมนั้น..คือผู้ขับเคลื่อน..และสืบทอดการศึกษาปัญหาการจัดการ..การศึกษาในชนบทนั้น..สามารถแก้ไขได้..โดยอาศัยกลุ่มผู้ปฎิบัติธรรมเป็นแกนหลักธรรมชาติของคนไทย..เมื่อมีอายุมากขึ้น..ก็มักจะหันหน้าเข้าวัด..และสนใจปฎิบัติธรรมการให้เกียรติและจัดตั้ง..สภาผู้อาวุโสระดับหมู่บ้าน..ระดับตำบล..อำเภอ..และระดับจังหวัดมีการอบรมสัมนา..และมีฐานข้อมูลจากการศึกษาวิจัยรองรับ..ก็จะสามารถขับเคลื่อนการศึกษาขั้นพื้นฐานในชนบทได้..เพราะมีประสบการณ์..สามารถพัฒนาตนเป็นปราชญ์ชาวบ้านได้ตามโครงสร้าง..Input..Control..Output..นั้นภาคเอกชน........= Input..ของระบบรัฐบาลและสภา...= Control..ของระบบ ภาคราชการ.......= Output..ของระบบด้านการศึกษานั้น..ภาคเอกชน..ควรเป็นผู้ขับเคลื่อนการศึกษา..ระดับพื้นฐานโดยผ่านทางกลุ่มผู้ปฎิบัติธรรม..และสภาผู้อาวุโสของหมู่บ้าน..ซึ่งมีศักยภาพอยู่แล้วการปฎิรูปการศึกษา..การจัดหลักสูตรการศึกษา..การจัดการการศึกษาซึ่งเป็นนโยบายของพรรคการเมือง..ควรอยู่บนฐานข้อมูลที่มี..ความเป็นจริง1. พัฒนาสภาพร่างกายของเด็ก..ให้มีความพร้อมในการศึกษา (กระดูกสันหลังตั้งตรง, คอตั้งตรง)2. หลักสูตรการศึกษา..ต้องอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาสมอง..และจินตนาการของเด็ก3. หลักสูตรการศึกษา..ต้องอยู่บนพื้นฐานของความรู้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต4. การจัดการศึกษา..ต้องขับเคลื่อนโดยกลุ่มผู้ปฎิบัติธรรม..และสภาผู้อาวุโสของหมู่บ้าน (ภาคเอกชน)

ความน่ากลัวของหวัด 2009

เรื่องจริงจากคนที่เพิ่งหายค่ะขอบคุณ fwd mail ค่ะอย่าเชื่อข้อมูลของ สธ. .. เรากับลูกก็ป่วย ตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ รพ. ข้อมูลที่ Under Report มีอีกเยอะมาก อย่าง case ของเราก็ under เหมือนกันเรื่องของเรื่อง ลูกเรา (6 ขวบกว่า) ป่วยก่อน เมื่อ 2 วันก่อนเค้ามีอาการปวดหัวรุนแรงและไข้สูงมาก ให้ทานยาลดไข้ ไข้ก็ไม่ยอมลดลง เช็ดตัวก็แล้วทำอย่างไรๆ ไข้ก็ไม่ลดลง เราเลยตัดสินใจพามา รพ. เมื่อพบหมอเรายืนยันกับหมอว่าเราจะขอทำ Screen Flu (เป็นการ Screen หาความเสี่ยงเบื้องต้น) การทำ Screen Flu หมอจะทำให้เฉพาะผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อ เช่นคลุกคลีกับผู้ป่วยโดยตรง แต่ลูกเราไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ทุกคนที่บ้านแข็งแรงดี โรงเรียนก็รักษาสุขอานามัยอย่างดี เราไม่พาลูกไปในที่ชุมชนและไม่ให้ว่ายน้ำในสระมาเดือนกว่าแล้ว จึงไม่ควรจะติดเชื้อได้ แต่ถึงอย่างไรเราก็ยืนยันกับหมอว่าเราจะขอ Screenลืมบอกไปว่าลูกเรา (และเราด้วย) ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ (ธรรมดา) ไปเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมานี่เอง ดังนั้นโอกาสที่จะเป็นไข้หวัดใหญ่ธรรมดาคงจะไม่มีแน่ๆ และเมื่อผล Screen ออกมาในครั้งนั้นปรากฏว่าลูกเราเป็น Negative (หมายถึงไม่ติดเชื้อในกลุ่มของ H1N1)เราและหมอยังไม่นิ่งนอนใจ เราเลยขอหมอ Admit เพื่อความสบายใจ เนื่องจากลูกเราไข้สูงมาก (โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 39 องศา) คุณหมอให้เราพักที่โรงพยาบาลตามที่เรา Request และเมื่อถึงตอนเช้าคุณหมอมาเยี่ยมและขอนำเชื้อไปทำ Screen Flu อีกเป็นครั้งที่ 2 เรายินดีตามที่หมอเสนอ เพราะหมอให้ความเห็นว่า เมื่อการตรวจครั้งแรกนั้น ระยะห่างระหว่างการจับไข้กับการตรวจห่างกันแค่ 4 ชั่วโมง อาจจะยังไม่ปรากฏการติดเชื้อให้เห็นชัด แต่ถ้าไข้ยังสูงขนาดนี้ขอตรวจอีกครั้งเพื่อความชัวร์ดีกว่าเมื่อผลตรวจออกมา ลูกเรา Positive จริงๆ และหมอถามเราว่าต้องการส่งตรวจหา 2009 ต่อหรือเปล่า แต่เราปฏิเสธเพราะทั้งหมอและเรารู้อยู่แล้วว่าลูกเราติดเชื้อแน่ๆ (เค้าไม่มีทางเป็นไข้หวัดใหญ่ธรรมดา เพราะเพิ่งฉีดวัคซีนไป และข้อบ่งชี้ค่อนข้างเด่นชัด)อ้อ .. ลืมบอกไปอีกว่าถ้าผล Screen Flu ออกมาเป็น Positive จะมีความหมายว่า มีโอกาสติดเชื้อด้วยกัน 3 ตัวคือ H1N1 ไข้หวัดใหญ่ธรรมดา, H1N1 ไข้หวัดใหญ่ 2009 และตัวสุดท้ายคือ H2N3 ซึ่งคนไทยไม่ค่อยเป็น ซึ่งถ้าติดเชื้อตัวใดตัวหนึ่งใน 3 ตัวนี้ วิธีรักษาจะเหมือนกันทั้ง 3 ตัว ดังนั้นถ้าผลการตรวจออกมาเป็น Positive หมอจะถามว่าต้องการให้ส่งตรวจ Final เพื่อดูว่าเป็นไข้หวัด 2009 หรือไม่ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกประมาณ 2,500 บาท แต่หมอก็จะบอกว่าแต่อย่างไรก็ตามวิธีการ treat ก็เหมือนกันกับไข้หวัดใหญ่ตัวอื่นๆ อยู่แล้วและเมื่อเราไม่ส่งตรวจเพื่อ Final ข้อมูลของลูกเราก็จะไม่ถูกส่งไปที่ สธ. และอยากจะบอกว่า วันที่ลูกเรามา รพ. นั้น เชื้อได้เข้าไปถึงหูชั้นในและโพรงจมูกแล้ว ซึ่งระยะเวลาจับไข้กับการพบหมอห่างกันเพียง 4 ชั่วโมง ซึ่งอยากจะเตือนทุกท่านว่าเชื้อตัวนี้แรงและแพร่เร็วมาก อย่านิ่งนอนใจถ้าท่านหรือบุตรหลานของท่านมีไข้สูง ปวดศรีษะมาก ขอหมอตรวจเพื่อให้ละเอียดเลยดีกว่าค่ะ หลังจากเรามาเฝ้าลูกเพียงแค่วันเดียว ปรากฎว่าเราเริ่มมีอาการปวดเมื่อยตามตัวและเป็นไข้ ไอไม่หยุด เราจึงรีบไปตรวจ ปรากฎว่าเราก็ติดเชื้อเหมือนลูกแต่ที่น่ากลัวคือ เราเป็นไข้แค่ 3 ชั่วโมงแต่เมื่อไปตรวจ ปอดของเราเริ่มมีอาการติดเชื้อแล้ว ถ้าทิ้งไว้นานกว่านี้อาจจะเป็นปอดอักเสบ หรือโรคแทรกซ้อนอย่างอื่นๆ ได้ วันนี้เป็นวันที่ 3 ที่เราอยู่ รพ. อาการของลูกดีขึ้นมาก และจะกลับบ้านวันนี้แล้ว ส่วนเรายังอ่อนเพลียอยู่ ยังมีอาการปวดตามตัวอยู่บ้าง แต่ดีขึ้นจากเมื่อวานเยอะมาก และคงจะขอหมอกลับบ้านพร้อมลูกเลยอยากเตือนว่า ไข้หวัด 2009 ติดง่าย ป่วยไว ลุกลามไว ติดเชื้อไว แต่รักษาง่าย หายไว ถ้ารีบรักษาภายใน 48 ชั่วโมง ดังนั้นถ้าท่านหรือคนใกล้ชิดท่านป่วยมีไข้ ปวดศรีษะ ปวดตามตัวและไอ อย่านิ่งนอนใจ รีบตรวจโดยด่วนเลยค่ะ

30 วิธี ช่วยตัวเองให้มีความสุข

1. นึกไว้เสมอว่า การโกรธ 1 นาที จะทำให้ความทุกข์อยู่กับคุณ 3 ชั่วโมง2. ถ้ายิ้มให้กับคนที่อยู่ในกระจกรับรองว่าเขาต้องยิ้มตอบกลับมาทุกครั้ง3. ลองปลูกต้นไม้เองซักต้นการเติบโตของมันจะบ่งบอกตัวตนของคุณได้4. หลับตานิ่งๆสัก 3 นาที เมื่อรู้สึกว่าอะไรที่อยู่ตรงหน้ามันช่างยากเย็นเหลือเกิน5. ระหว่างแปรงฟันฮัมเพลงไปด้วยจนจบ จะทำให้ฟันสะอาดขึ้นเป็น 2 เท่า6. เคี้ยวข้าวแต่ละคำให้ช้าลงจากรสชาติที่ธรรมดา ก็จะอร่อยขึ้นเยอะเลย7. ไม่ว่าผมจะสั้นหรือยาวแค่ไหนก็ต้องการให้หวีอย่างทะนุถนอมเหมือนกันหมด8. การขึ้น-ลงบันไดสูงๆแบบไม่ให้เมื่อย คือ การไม่นับว่ากำลังยืนอยู่บันไดขั้นที่เท่าไร9. คนตาบอดจะเห็นว่าคุณสวยมากๆทันทีที่คุณถามเขาว่า ช่วยพาข้ามถนนไหมคะ10. เมื่อจะหยิบเศษเงินให้ขอทานไม่จำเป็นต้องนับก่อนที่จะหย่อนลงกระป๋องหรอก11. ควรหัดพูดคำว่า ไม่เป็นไร ให้เคยปากมากกว่าจะพูดคำว่า จะเอายังไง12. ลองตั้งนาฬิกาให้เร็วขึ้น 15 นาที รับรองว่าจะไม่ไปสายเหมือนเมื่อก่อน13. สัตว์เลี้ยงที่บ้านเก็บความลับเก่ง ดังนั้น เรื่องที่ไม่อยากให้ใครรู้ จึงเล่าให้มันฟังได้14. อาหารที่จะไม่ชอบกินตอนเด็กลองตักเข้าปากอีกสักที เผื่อจะกลายเป็นอาหารจานโปรด15. เขียนชื่อคนที่คุณเกลียดใส่กระดาษ แล้วฉีกทิ้ง (หรือแปะไว้ใต้รองเท้าแล้วใส่รองเท้านั้นไปเดินเล่นสักพัก)ความเกลียดจะเบา บางลงเรื่อยๆ16. ปล่อยน้ำตาให้ไหลโดยไม่ต้องเช็ด เมื่อน้ำตาแห้ง จะดูแทบไม่ออกเลยว่าเพิ่งร้องไห้17. ตุ๊กตาและของเล่นเก่าๆจะทำให้เรายิ้มออกเสมอเมื่อได้เห็นมันอีกครั้ง18. ก่อนซื้ออะไรก็ตาม ต้องคิดหาประโยชน์ของมัน ทำให้ได้ 3 ข้อก่อน19. ถึงเสื้อและกางเกงในตู้จะมีอยู่น้อย แต่ถ้าใสสลับกันไปเรื่อยๆก็จะดูเหมือนมีเยอะขึ้น20. ซาลาเปา 1 ลูก กินได้ 2 คน ลูกชิ้นปิ้ง 1 ไม้ กินได้ 4 คน ถ้าคุณคิดจะแบ่งเท่านั้นเอง21. เลือกให้ของขวัญคนที่ไม่เคยได้ ดีกว่าให้คนที่ได้เยอะ จนจำชื่อคนให้ได้ไม่หมด22. ในวันที่รู้สึกเศร้าหรือเหงาๆเดินไปซื้อดอกไม้ให้ตัวเองซักดอกก็จะดีขึ้น23. แอบรักใครสักคน... ยังไงก็ยังดีกว่าไม่เคยรู้ว่าความรู้สึกรักมันเป็นอย่างไร24. ถึงจะไม่ได้ออกไปไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความจะแต่งตัว สวยๆ หล่อๆ ไม่ได้นี่25. ฝึกโรแมนติกง่ายๆคนเดียวบ้าง ด้วยการนั่งนับดาวให้ครบ 100 ดวงก่อนนอน26. ถ้าคุณเช็ดกระจกที่ขุ่นมัวที่สุดจนสดใสได้ ทำไมถึงจะเรียนดีกว่านี้ไม่ได้27. พยายามอ่านหนังสือทุกชนิดในมือให้จบ มันอาจจะไม่สนุก แต่ก็มีประโยชน์แฝงอยู่28. วันที่ตื่นเช้าให้บิดขี้เกียจให้นานที่สุด เท่าที่จะนานได้ ถ้าขี้เกียจออกกำลังกาย29. แค่เอาข้าวที่กินไม่หมดไปให้หมาที่เดินผ่าน ก็เป็นการทำบุญที่ไม่ต้องลงทุนแล้ว30. ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็นในบ้าน แม่จะได้มีค่าขนมให้คุณเพิ่มขึ้นอีกหลายบาท

ข้อห้าม ก่อนเข้านอน.......

1) ห้ามใส่นาฬิกาข้อมือ เมื่อเข้านอน เพราะนาฬิกาข้อมือจะปล่อยรังสีอะตอมขนาดเล็กออกมาขณะที่ร่างกายพักผ่อน ซึ่งมันจะมีผลกระทบกับสุขภาพคุณแน่นอน2) ห้ามใส่เสื้อชั้นในสตรี เมื่อเข้านอน นักวิทยาศาสตร์อเมริกาได้ค้นพบว่าถ้าใส่ บราเกิน 12 ช.ม. ต่อวัน คุณๆ ผู้หญิงมีโอกาสเสี่ยงสูงในการเป็นมะเร็งเต้านม เข้านอนโดยปราศจากบรากันเถอะค่ะ3) ห้ามวางโทรศัพท์มือถือไว้ใกล้ตัว เมื่อเข้านอน หรือข้างเตียงโดยเฉพาะบางคนใช้มันเป็นนา ฬิก าปลุก ควรวางไว้ห่างๆ ตัวเอง นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่าวงจรอิเล็คโทรนิคในโทรศัพท์มือถือ ชุดเครื่องเสียงและโทรทัศน์จะปล่อยคลื่นแม่เหล็กขณะใช้งานซึ่งส่งผลกระทบระบบประสาท ดังนั้นถ้าคุณจำเป็นต้องวางไว้ใกล้ตัวขณะนอน.....ปิดเครื่องพวกมันซะนะคะ4) ห้ามเข้านอน โดยไม่ได้ล้าง make up บนหน้า ถ้าเข้านอนโดยไม่ได้ลบ Make up บนใบหน้าจะทำให้เกิดปัญหากับผิวในระยะยาวเพราะผิวหนังจะขับของเสียขณะนอน หลับได้ลำบาก5) ห้ามเข้านอนกับ สามีหรือภรรยา ของคนอื่นเพราะอาจจะไม่ตื่นอีกเลย

ยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนเอกสารรัชกาลที่ 5 เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก

เอกสารสำคัญสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งถูกเก็บอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติ โดยกระทรวงวัฒนธรรมเตรียมรวบรวมข้อมูลทำเป็นสื่อดิจิตอลเพื่อการศึกษา 2 ภาษาและแจกให้กับสถาบันการศึกษาต่างๆ เกี่ยวกับการเลิกทาสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนรับรองให้เอกสารสำคัญของรัชกาลที่ 5 เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก ถือเป็นชิ้นที่ 2 ของไทย หลังจากหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง ได้รับการขึ้นทะเบียนไปก่อนหน้า “คุณหญิงแม้นมาส” เผยเอกสาร 8 แสนชิ้น ในสมัย ร.5 แสดงให้เห็นถึงนโยบายและการเปลี่ยนแปลงสำคัญของสยามเมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)นางศรีวิการ์ เมฆธวัชชัยกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรองเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโก เปิดเผยว่า ตนได้รับรายงานในเช้าวันนี้ (31 ก.ค.) ว่า องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ได้ประกาศรับรองให้เอกสารสำคัญของรัชกาลที่ 5 เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก ในระหว่างการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาระหว่างประเทศของโครงการมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the world) ที่ประเทศบาร์เบโดส ระหว่างวันที่ 29-31 ก.ค. 2552 ตามที่คณะกรรมการว่าด้วยแผนงานมรดกความทรงจำแห่งโลก ของคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโก ที่มีคุณหญิงแม้นมาส ชวลิต เป็นประธาน เป็นผู้นำเสนอผ่านกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)รองปลัด ศธ.กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ ศธ.ได้เสนอให้ ม.ร.ว.รุจยา อาภากร กรรมการในคณะกรรมการว่าด้วยแผนงานมรดกความทรงจำโลกของไทยเป็นผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมด้วย และ ศธ.ได้รับรายงานจาก ม.ร.ว.รุจยา ว่าคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้มีมติให้ขึ้นทะเบียนเอกสารดังกล่าวเป็นมรดกความทรงจำโลก และได้รับการรับรองจากยูเนสโกแล้ว สำหรับการเสนอเอกสารสำคัญของรัชกาลที่ 5 เป็นมรดกความทรงจำของโลกนั้น เป็นเรื่องที่คณะกรรมการแผนงานว่าด้วยมรดกความทรงจำแห่งโลกได้เสนอให้ยูเนสโก พิจารณาเมื่อเดือน มี.ค.2551 และได้ผ่านขั้นตอนต่างๆ ของยูเนสโกมาตั้งแต่ต้น จนถึงการนำเสนอในขั้นตอนสุดท้ายในการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาของโครงการมรดกความทรงจำแห่งโลก ที่ประเทศบาร์เบโดส ในวันที่ 30 ก.ค. ซึ่งที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสยาม เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก“เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ดีงามให้แก่เด็ก เป็นจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญ ที่จะแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีนโยบายที่ทันสมัยตั้งแต่อดีตกาล อีกทั้งการขึ้นทะเบียนในครั้งนี้ก็จะทำให้เด็กไทยได้รู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นไทยด้วย นอกจากขอชวนเชิญคนไทยที่มีเอกสารในสมัยรัชกาลที่ 5 อาทิ พระราชหัตถเลขาพระราชทาน ก็ขอให้ช่วยกันจัดส่งมาไว้รวมกันเพื่อเผยแพร่ โดยอาจจะจัดทำเป็นรูปแบบสำเนาส่งมาก็ได้” นางศรีวิการ์ กล่าวด้านคุณหญิงแม้นมาส กล่าวว่า เอกสารดังกล่าวประกอบด้วยเอกสารการเลิกทาสและเอกสารอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นถึงนโยบายการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่ส่งเสริมให้กรุงสยาม ดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ทำให้ประเทศสามารถอยู่ในความสงบได้อย่างดี ได้แก่ 1.ระบบการจัดการศึกษา 2.ระบบการสาธารณสุข 3.ปรับปรุงสาธารณูปโภค ระบบการไปรษณีย์โทรเลข 4.ระบบคมนาคม การรถไฟ 5.จัดระบบการบริหารราชการ เปลี่ยนจากเวียง วัง คลัง นา เป็น 12 กระทรวง 6.การปฏิรูประบบเศรษฐกิจทั้งหมด การจัดเก็บภาษีเป็นระบบมากขึ้น และจัดตั้งกระทรวงการคลังเป็นครั้งแรก 7.จัดระบบประปา ไฟฟ้าให้ทั่วถึง และ 8.พระอัจฉริยะของพระองค์ด้านวรรณกรรม อาทิ พระราชนิพนธ์เงาะป่า ไกลบ้าน เป็นต้นคุณหญิงแม้นมาส กล่าวอีกว่า เอกสารต้นฉบับทั้งหมดมีจำนวน 800,000 หน้า เก็บรักษาไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ และห้องสมุดแห่งชาติ ซึ่งเป็นเอกสารที่บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยสามารถเป็นสื่อสัมพันธ์กับประเทศที่เจริญแล้วได้ทั้งโลก ซึ่งเมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนจากมรดกแล้ว จะต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในการดูแลรักษา รวมทั้งพยายามเผยแพร่เอกสารไปสู่ประชาชนให้มากยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งหลังการขึ้นทะเบียนของยูเนสโกแล้ว ก็ต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้นผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ของรัชกาลที่5 เป็นเอกสารของประเทศไทยชิ้นที่ 2 ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำของโลก ภายหลังจากที่ยูเนสโกได้ประกาศให้ศิลาจารึกหลักที่1 ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2546 และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับการประกาศเป็นบุคคลสำคัญแห่งโลก ที่ยูเนสโกร่วมเฉลิมฉลองเมื่อปี 2544นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) เปิดเผยว่า การประกาศให้เอกสารสำคัญของการปฏิรูปราชการแผ่นดินในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นมรดกแห่งความทรงจำโลกนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีของคนไทย เพราะเอกสารดังกล่าวนอกจากจะบันทึกเหตุการณ์สำคัญคือการเลิกทาสแล้ว ยังถือเป็นการบันทึกเหตุการณ์การยกเลิกการพนันการปฎิรูปและการส่งเสริมการเกษตร ระบบเศรษฐกิจ รูปแบบการค้า และการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกในรัชกาลที่ 5 รวมถึงสะท้อนภาพภารกิจของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ในยุคสมัยนั้น อาทิ กรมโยธาธิการที่ดูแลการคมนาคม แผนที่ และการรถไฟการต่างประเทศ และการทำสนธิสัญญาต่างๆ เป็นต้น“การเลิกทาสในประเทศไทยมีจุดเด่นไม่เหมือนกับประเทศอื่นๆ ที่ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ รวมทั้งเนื้อหาของเอกสารมีความสมบูรณ์ โดยในส่วนของวธ.จะจัดทำห้องโสตทัศนศึกษาของรัชกาลที่ 5 โดยเฉพาะที่หอสมุดแห่งชาติ นอกจากนี้จะทำเป็นระบบเอกสารดิจิตอล 2 ภาษาคือ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เพื่อเผยแพร่ และจะทำซีดีแจกสถาบันการศึกษาเกี่ยวกับจดหมายเหตุการเลิกทาส โดยคาดว่าจะมีการจัดสัมมนาทางวิชาการในเรื่องนี้ในเร็วๆ นี้ด้วย” รมว.วัฒนธรรม กล่าว

ใส่แว่นกันแดดตอนฝนตก มองเห็นชัด 90%

บนถนนสายเอเชีย ประมาณตี 1 - ตี 3 คืนวันที่ 15 เข้าเช้ามืด 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นรถคันที่ผมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย เป็นประสบการณ์ตรงล่าสุดที่อยากจะมาถ่ายทอดเป็นเชิงวิชาการแบบง่ายๆ ครับ ขากลับจากพะเยา ( ผมไปงานศพคุณแม่ของวิศวกรที่บริษัทครับ ) ผมโชคดีได้ พี่คนหนึ่งที่สนิทกันช่วยขับรถกลับให้ เพราะต้องกลับกรุงเทพเหมือนกัน ผมนั่งคุยกับแกมาตลอดทาง จนฝนตกหนัก แกถามว่าในรถมีแว่นกันแดดไหมจึงหยิบให้เขา เขาให้ผมลองใส่ดูปรากฏว่าเห็นทางชัดเจนมาก ทัศนะวิสัยดีมาก ถึงจะไม่เทียบเท่ากับตอนฝนไม่ตก แต่ก็เกือบ 90% แล้วผมก็รีบเอาแว่นให้พี่เขาความรู้โดยบังเอิญตรงนี้พี่เขาก็เล่าสถานการณ์ให้ฟัง ผมก็ฟังไปด้วย คิดถึงเหตุผล ไปด้วยจนค่อนข้างแน่ใจว่า โดยคุณสมบัติของแว่นกันแดดแล้วจะทำหน้าที่กรองที่เกินความจำเป็นในการมองเห็นและทำอันตรายของดวงตาออกไปยิ่งมีคุณสมบัติดียิ่งมีการเคลือบหรือเทคนิคในการผลิตดีตามและราคาสูง ดังนั้นถ้าเป็นเรื่องนี้ไม่ควรประหยัด เมื่อเม็ดฝนที่ตกหนักตามแรงโน้มถ่วงของโลก จากที่สูงขนาดของเม็ดฝนซึ่งมีขนาดต่างๆ ตกกระทบฝากระโปรงหน้าด้วยแรงกระแทกมหาศาลทำให้เม็ดฝนแตกกระจายอย่างละเอียดรวมทั้งบนหน้ากระจกรถของเราด้วย ในตอนกลางคืนหรือกลางวันก็ตาม จะมีแสงจากธรรมชาติอยู่แล้ว หรืออาจจะมาจากที่มนุษย์สร้างขึ้นเป็น แสงสว่างต่างๆเม็ดฝนมีการสะท้อนแสง หรือบางขณะก็รวมตัวกันมากๆ แบบไม่เป็นระเบียบ จึงทำให้ภาพที่เรามองไปข้างหน้าบนถนน มี "ตัวกลาง " มากั้น ซึ่งก็คือม่านน้ำฝน และละอองฝน ซึ่งตัวมันเองก็มีค่าดัชนีหักเหอยู่แล้ว เมื่อบวกกับการสะท้อนแสง ของละอองฝน ทำให้ทัศนวิสัยจึงแย่มาก แว่นกันแดดจึงกรองแสงจ้าที่เกิดการสะท้อนจากละอองฝนและสายฝนที่อาบอยู่ บนกระจกหน้ารถ ชนิดที่เรียกว่า ที่ปัดน้ำฝน speed แรงสุดก็เอาไม่อยู่ ออกไป จึงทำให้ทัศนวิสัยในขณะขับรถตอนกลางคืน ฝนตกหนักเยี่ยมมาก ดังนั้นจึงสามารถใช้ความเร็วได้ในระดับหนึ่ง และปลอดภัยมาก ผมยังเชื่อว่า ถ้าเป็นตอนกลางวัน และฝนตกหนัก ก็น่าจะใช้ได้เหมือนกัน ถึงจะยังไม่ได้ทดลอง แต่คิดว่าน่าจะไม่มีปัญหาอะไร ผมหวังว่าความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ตรงครั้งนี้ คงเป็นประโยชน์กับหนอนทุกคน ถ้าใครได้ทดลองใช้ก็นำมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ

ข้อปฏิบัติในการใส่บาตร

1. นิมนต์พระ หลังจากที่เราเตรียมสำรับกับข้าวเรียบร้อยแล้ว เราก็ยืนรอพระที่จะเดินบิณฑบาตผ่านมา การยืนรอพระในขั้นตอนนี้ ควรศึกษาให้ดีเสียก่อนว่า เส้นทางนี้มีพระเดินผ่านหรือไม่ ไม่ใช่ว่าไปรอบนทางสายเปลี่ยวที่ไม่มีพระเดินผ่าน คงไม่ได้ใส่กันพอดี รอซักพัก พอมีพระเดินมาก็นิมนต์ท่าน การนิมนต์ ก็ควรใช้คำว่า "นิมนต์ครับ/ค่ะท่าน" แค่นี้พระท่านก็ทราบแล้ว ตอนเป็นพระเคยเดินบิณฑบาตที่ตลาดเขมร โยมนิมนต์ด้วยถ้อยคำอันรื่นหูว่า "ท่านเจ้าประคุณเจ้าคะ นิมนต์เจ้าค่ะ" (ใช้คำไฮโซมาก) มีอีกทีนึงโยมใช้คำว่า "นิมนต์เจ้าค่ะ พระอาจารย์" (เอ่อ โยม อาตมาเพิ่งบวชอาทิตย์เดียว) การนิมนต์พระควรนิมนต์ด้วยความสำรวมและใช้เสียงดังพอประมาณ โยมบางคนเรียกพระด้วยเสียงอันดัง "นิ โมนน!!" (แง้ ทำไมต้องตะคอกด้วย - -") การนิมนต์ควรสังเกตอายุของพระด้วย ถ้าอายุน้อยกว่าเราหรือว่าเยอะกว่าไม่มากก็เรียกว่าหลวงพี่ ถ้ามีอายุหน่อยก็เรียกหลวงน้า ถ้าแก่พรรษามากก็เรียกหลวงตา หรือนอกจากนี้ก็อาจจะเรียกหลวงอา หลวงลุง หลวงปู่ฯลฯ แล้วแต่จะลำดับญาติ อย่างฉันปีนี้อายุ ๒๓ ปี หน้าตาค่อนข้างเด็ก แต่เคยมีโยมใช้คำว่า "นิมนต์ค่ะ หลวงลุง" ทำเอาเสีย self จนอยากสึกออกไปทำ baby face โยมบางคนคงเขินอายพระ เนื่องจากไม่ค่อยได้ใส่บาตรเท่าไร เวลาพระเดินมาก็ยื่นมือออกมาทำท่ากวักๆ ทำเหมือนพระเป็นรถเมล์ 2. จบ อันนี้ไม่ได้หมายความว่าเรื่องจบแล้วนะ การจบ หมายถึง การเอามาทูนไว้ที่หัวแล้วอธิษฐาน การจบ ควรใช้เวลาอธิษฐานแต่พองาม ไม่ต้องอธิษฐานนานจนเกินไป เคยมีโยมนิมนต์ไปรับบาตร ไอเราก็เดินไปเปิดฝาบาตรรอรับ โยมก็จบอยู่ ขอบอกว่านานมากกกกกกก นานจนรู้สึกได้ นานจนอดคิดไม่ได้ว่า "โยมขออะไรเราน้า?" 3. ถอดรองเท้า ยืนด้วยเท้าเปล่า จริงๆแล้ว จุดประสงค์ของการถอดรองเท้าคือเป็นการให้ความเคารพพระสงฆ์โดยการไม่ยืนสูงกว่าท่าน เพราะเวลาพระสงฆ์บิณฑบาตจะเดินเท้าเปล่า แต่มีญาติโยมบางคนไม่เข้าใจเกี่ยวกับการถอดรองเท้าซึ่ง มีหลายประเภทเหมือนกัน เช่น บางคนถอดรองเท้าอย่างเรียบร้อยแต่ยืนบนรองเท้า - -" (สูงกว่าเดิมอีก) บางคนถอดรองเท้าและยืนบนพื้นจริง แต่ว่าตัวเองยืนบนฟุตบาท พระยืนบนพื้นถนนซะงั้น (หนักกว่าเก่า) เคยมีเรื่องเล่าว่า มีโยมคนนึงยืนใส่บาตรพระ พระเห็นว่าโยมใส่รองเท้าเลยแนะนำโยมไปว่า "โยม อาตมาว่าโยมควรถอดรองเท้าใส่บาตรนะ" โยมมีสีหน้าตกกะใจ ตอบพระไปว่า “เอ่อ จะดีเหรอคะ” พระ “ไม่เป็นไรหรอกโยม” โยมก็จัดแจงถอดรองเท้า ยกขึ้นมาพร้อมกับถามพระว่า “จะให้ใส่ข้างเดียวหรือว่าสองข้างเลยคะ” อิบ้า!! ท่านหมายถึงถอดรองเท้าเวลาใส่บาตร ไม่ใช่ถอดรองเท้าเอามาใส่ในบาตร อันนี้เป็นเรื่องที่หลวงน้าท่านนึงเล่าให้ฟังระหว่างฉันเพล (เรื่องขำขันขณะฉันเพล) 4. ใส่บาตร อันนี้ถือเป็นจุดไคลแมกซ์ของการใส่บาตร สิ่งสำคัญที่ทุกคนมองข้ามก็คือควรดูว่าของที่นำมาใส่บาตรนั้น เสียรึเปล่า บางคนมีเจตนาอยากทำบุญดี แต่ดันไปซื้อของเสียมาใส่บาตร พระฉันไป เข้าห้องน้ำไป พวกร้านค้าก็จริงๆ บางครั้งเอาของค้างคืนมาขายเอากำไร ไม่สนใจพระเจ้า เห็นแก่ตัว หากินกับพระ ก็ฝากด้วยนะครับ เดี๋ยวทำบุญจะได้บาปเปล่าๆ นอกจากนี้ ของที่นำมาใส่ ถ้าเพิ่งปรุงสุกเสร็จ ควรดูด้วยว่ามันร้อนมากรึเปล่า เคยมีโยมใส่แกง ร้อนมากๆๆ บาตรเกือบหล่น ทั้งนี้เพราะบาตรทำจากโลหะ นำความร้อนได้ดี ปริมาณไม่ควรมากจนเกินไป เคยมีโยมใส่บาตรด้วย "กล้วย ๓ หวี" กล้วยเล็บมือนาง กล้วยไข่ อาตมาไม่ว่า แต่นี่ใส่ "กล้วยหอม" (อันนี้เกิดกับตัวเองจริงๆ) คิดดู "กล้วยหอม ๓ หวี" อยู่ในบาตร หนักมากกกก จนอยากบอกโยมว่า "โยม อาตมาไม่ใช่ช้าง" การใส่ก็ควรวางในบาตรด้วยอาการสำรวม โยมผู้หญิงบางคนกลัวโดนพระจัด พอถุงกับข้าวถึงแค่ปากบาตร ก็ปล่อยลงมา ตุ๊บ!! นึกว่ากาลิเลโอกลับชาติมาทดลองเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลก (วางดีๆก็ได้ 55) 5. รับพร หลังจากใส่บาตรเสร็จ พระสงฆ์ส่วนมากก็จะให้พร เราเป็นญาติโยม ก็ประนมมือรับพรกันตามระเบียบ โดยอาจยืนหรือนั่งยองๆ ก็ได้ ก้มหัวแต่พองาม เคยมีโยมยืนประนมมือ แต่ก้มหน้ามาแทบชนพระ ห่างจากหน้าพระประมาณคืบเดียว (ไม่ต้องใกล้ชิดศาสนาขนาดนั้นก็ได้โยม ตอนนั้นให้พรเบาๆ เพราะไม่มั่นใจเรื่องกลิ่นปาก) ถ้าเป็นโยมผู้หญิงก็นั่งให้เรียบร้อย เหมาะสม ระหว่างนี้ก็อุทิศส่วนกุศลให้คนที่รัก เจ้ากรรมนายเวรและอื่นๆ ก็ว่ากันไป

6 อาหารสมอง

6 อาหารสมอง
“สมอง” นับว่าเป็๋นอวัยวะที่สำคัญมาก เป็นอวัยวะที่บัญชาการควบคุมให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายสามารถทำงานได้ตามปกติ แม้ว่าสมองจะถูกใช้งานยาวนานเพียงใด ก็ยังสามารถทำงานได้ดี หากเราดูแลและบริหารสมองให้ดีอยู่เสมอ ซึ่งอาหารหารกินก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยบำรุงสมองให้ทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพอาหารบำรุงสมองที่สำคัญ1. ไทโรซีน (Thyrosine) มีมากในปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาทะเลนย้ำลึก สารไทโณซีนช่วยให้สมองตื่านตัว และมีสมาธิ2. นม และผลิตภัณฑ์จากนม ช่วยทำให้เกิดความสมดุลของสารเคมีในสมอง สร้างความกระฉับกระเฉงให้แก่สมอง3. ข้าวไม่ขัดสี ในข้าวไม่ขัดสีมีกรดอมิโนที่ไม่จำเป็นอยู่ในปริมาณมาก ซึ่งกรดอะมิโนเหล่านี้จะเป็นตัวที่ส่งสารอาหารต่างๆ ไปเลี้ยงสมอง4. ผักโขม ช่วยชะลอความเสื่อมของสมองส่วนกลาง เนื่องจากวัยที่สูงขึ้น สมองก็จะเสื่อมลงด้วย5. ขมิ้น สีเหลืองของขมิ้นช่วยต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระ ป้องกันความจำเสื่อม6. สตรอเบอร์รี่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสมองมาเริ่มบำรุงสมองให้ดีอยู่กับเราตลอดไป โดยกินอาหารที่ช่วยบำรุงสมองอยู่พอเพียง และหมั่นใช้สมองอย่างต่อเนื่องพร้อมทำสมธิและพักผ่อนอย่างเพียงพอ

กินอาหารไขมันสูง อาจทำร่างกายพลังลดแถมความจำแย่ลง

กินอาหารไขมันสูงอาจเสี่ยงเป็นโรคอ้วนหรือโรคหัวใจในระยะยาวได้ แต่ในระยะสั้นอาจทำให้คนเราออกกำลังกายได้น้อยลง แถมเสี่ยงความจำเสื่อมเร็วขึ้น หลังนักวิทย์อังกฤษทดลองเลี้ยงหนูด้วยอาหารไขมันสูง พบหนูวิ่งได้ระยะทางสั้นลง และหลงทางในเขาวงกตมากขึ้นดร.แอนดรูว์ เมอร์เรย์ (Dr Andrew Murray) และทีมวิจัยที่มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด (Oxford University) สหราชอาณาจักร ศึกษาผลของการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงมากเกินไปในหนูทดลอง พบว่าทำให้หนูมีความอดทนทางร่างกายน้อยลง และความสามารถของระบบความจำแย่ลง ซึ่งไซน์เดลีระบุว่าผลงานวิจัยนี้ได้ตีพิมพ์ในวารสารเอฟเอเอสอีบี (FASEB)"เราพบว่าเมื่อเลี้ยงหนูด้วยอาหารที่มีไขมันสูง แทนอาหารสูตรมาตรฐานแบบเดิมที่มีไขมันต่ำ ทำให้พวกมันมีการแสดงออกทางกายภาพลดลงอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจมาก ซึ่งหลังจากผ่านไปแล้ว 9 วัน พวกมันวิ่งได้ไกลเพียง 50% ของระยะทางที่พวกมันเคยวิ่งเมื่อครั้งที่ยังถูกเลี้ยงด้วยอาหารไขมันต่ำ" ดร.เมอร์เรย์ เผยผลการวิจัยดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันเขาได้ย้ายไปเป็นนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge)อาหารที่อุดมไปด้วยไขมัน เป็นอาหารที่พบได้ทั่วไปในประเทศตะวันตก และเป็นที่ทราบกันดีว่า มันจะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ในระยะยาว และจะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา เช่น โรคอ้วน เบาหวาน และหัวใจล้มเหลว เป็นต้น อีกทั้งยังมีส่วนทำให้ความสามารถของสมองส่วนความจำเสื่อมลงด้วย ทว่าผลกระทบในระยะสั้นของการบริโภคอาหารไขมันสูงยังไม่ได้รับความสนใจมากเท่าใดนักนักวิจัยทำการทดลองโดยใช้หนูแรทเป็นต้นแบบ จำนวน 42 ตัว เริ่มต้นเลี้ยงหนูทุกตัวด้วยอาหารมาตรฐานที่มีไขมันต่ำและให้พลังงานเพียง 7.5% และวัดความอดทนของร่างกาย (Physical endurance) โดยวัดจากระยะทางที่พวกมันวิ่งได้บนลู่วิ่ง และตรวจสอบการทำงานของระบบความจำโดยให้หนูเดินในเขาวงกตจากนั้นแบ่งหนูเป็น 2 กลุ่ม จำนวนเท่าๆ กัน โดยกลุ่มหนึ่งเลี้ยงด้วยอาหารแบบเดิม และอีกกลุ่มหนึ่งเปลี่ยนมาเลี้ยงด้วยอาหารที่มีไขมันสูง ซึ่งให้พลังงาน 55% และเปรียบเทียบผลเมื่อทดลองเปลี่ยนอาหารไป 9 วันทั้งนี้ นักวิจัยระบุว่า อาหารไขมันต่ำที่ใช้เลี้ยงหนูในที่นี้ เทียบเท่ากับอาหารจำพวกธัญญาพืช ถั่ว และผลไม้ ที่คนเราบริโภคกัน ส่วนอาหารไขมันสูงที่ใช้ในการทดลอง ซึ่งดูเหมือนมีไขมันสูงมากก็จริง แต่ก็ไม่มากไปกว่าอาหารไขมันสูงที่คนเราบริโภคกันอยู่ทุกวันนี้ หรือจำพวกอาหารขยะทั้งหลายนั่นเองหลังจากเลี้ยงอาหารด้วยไขมันสูงไปแล้ว 4 วัน นักวิจัยทดสอบให้หนูกลุ่มดังกล่าววิ่งบนลู่วิ่งเป็นวันแรก พบว่าพวกมันสามารถวิ่งได้ระยะทางน้อยลงจากเดิม 30% และเมื่อผ่านไป 9 วัน พวกมันวิ่งได้ระยะทางน้อยลงถึง 50% เทียบกับหนูกลุ่มที่ได้กินอาหารไขมันต่ำตลอดการทดลองทั้งนี้ ความอดทนของร่างกาย ขึ้นอยู่กับว่ามีออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมากเท่าใด และกล้ามเนื้อของเรามีประสิทธิภาพแค่ไหน ในการปลดปล่อยพลังงานจากการเผาผลาญอาหาร ซึ่งประสิทธิภาพการใช้ไขมันเป็นเชื้อเพลิงจะน้อยกว่าการใช้น้ำตาลกลูโคสจากอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต ทว่าระบบเผาผลาญในร่างกายสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อถูกเหนี่ยวนำด้วยอาหารที่มีรูปแบบแตกต่างไปจากเดิม ซึ่งก็ยังเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากและยังถกเถียงกันอยู่ว่า ถ้าเลี้ยงหนูด้วยอาหารไขมันสูงเป็นช่วงเวลาสั้นๆ จะมีผลไปเพิ่มหรือลดการแสดงออกทางกายภาพได้หรือไม่นอกจากนั้น เมื่อนักวิจัยทดลองให้หนูเดินในเขาวงกต ปรากฏว่าหนูที่กินอาหารไขมันสูง จะทำผิดพลาดเร็วกว่าด้วย และอัตราการตัดสินใจไปถูกทางก็ลดต่ำลงเดิมด้วย ชี้ให้เห็นว่าความสามารถในการจดจำของหนูกลุ่มนี้ได้รับผลจากการกินอาหารที่มีไขมันสูงนักวิจัยยังได้ศึกษาด้วยว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างในระบบการเผาผลาญอาหาร ซึ่งพบว่ามีระดับโปรตีนยูซีพี (uncoupling protein: UCP) สูงขึ้นในเซลล์กล้ามเนื้อและหัวใจของหนูกลุ่มที่เลี้ยงด้วยอาหารไขมันต่ำ ซึ่งโปรตีนชนิดนี้ เกี่ยวข้องในกระบวนการเผาผลาญอาหาร เพื่อให้ได้พลังงานสำหรับเซลล์ และไปลดประสิทธิภาพของหัวใจและกล้ามเนื้อ ซึ่งส่วนหนึ่งอธิบายได้จากระยะทางที่หนูวิ่งได้น้อยลงหลังจากถูกเลี้ยงด้วยอาหารที่มีไขมันสูงอีกทั้งยังพบว่า หนูที่ถูกเลี้ยงด้วยอาหารไขมันสูงนาน 9 วัน แล้วนำมาวิ่งบนลู่วิ่ง มีหัวใจโตกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งบ่งบอกว่าหัวใจจะต้องขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้น เพื่อปั๊มเลือดไปเลี้ยงร่างกายมากขึ้น และให้กล้ามเนื้อได้รับออกซิเจนมากขึ้นด้วยอย่างไรก็ตาม หลังจากที่การทดลองในหนูเสร็จสิ้นลง ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ดได้ร่วมกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ทำการศึกษาต่อในคนอาสาสมัครด้วยการทดลองที่คล้ายกัน ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลนักวิจัยหวังว่าผลการทดลองที่ได้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบริโภคอาหารของนักกีฬา รวมถึงคนทั่วไปที่ชอบบริโภคอาหารขยะที่มีไขมันสูง และอาจนำแนวทางนี้ไปพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้ป่วย ที่มีความมบกพร่องของระบบเผาผลาญอาหารในร่างกายได้ด้วยเช่นกัน เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคอ้วน ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้จะมีไขมันในเลือดสูง มีความอดทนต่อการออกกำลังกายน้อย บางคนอาจมีปัญหาด้านระบบความจำร่วมด้วย และอาจนำไปสู่โรคจิตเสื่อมได้.

สำหรับแม่น้อยกว่านี้ได้ยังไง?

สำหรับแม่น้อยกว่านี้ได้ยังไง?
แม่ คำนี้มีอานุภาพยิ่งใหญ่ในใจลูกทุกคน จนยากที่จะเปรียบเทียบได้กับทุกสรรพสิ่งในโลก ดังคำขวัญที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้พระราชทานไว้ว่า “แม่เป็นพระอรหันต์ของลูก คนที่เที่ยววิ่งหาพระเพื่อกราบไหว้พระอรหันต์อย่าลืมว่ามีพระอรหันต์อยู่กับตัวแล้ว ควรปฏิบัติต่อแม่อย่าให้บกพร่องได้”พระคุณของแม่อันประกอบไปด้วยความรักที่มีต่อลูกอย่างสุดหัวใจเช่นนี้คงไม่ยากจนเกินไปนัก หากเอ่ยคำว่า “รัก” ให้แม่ได้ชื่นใจบ้างเพราะคุณอาจโชคดีกว่าหลาย ๆ คนที่ได้เพียงแต่รำลึกถึงพระคุณแม่ผ่านภาพและเงาที่ตราตรึงไว้ในความทรงจำเท่านั้นว่า “ลูกรักแม่”